"รากเก่า" ที่บ้านเกิด – เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

ภาพที่ 1.


เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์



จากวิกิพีเดีย
สารานุกรมเสรี

เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ นักเขียนชาวไทย ได้รับรางวัลซีไรต์จากเรื่องแม่น้ำรำลึก[1] เป็นชาว ตำบลวังลึก อ.สามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2509 อายุ 38 ปี เรียนจบมัธยม 6 โรงเรียนสามชุกรัตนโภคาราม

เมืองโบราณ บ้านเก่า จะเล่าเรื่อง

สืบเนื่อง เรื่องไป ไม่รู้สิ้น

สืบไป ให้คน ได้ยลยิน

เมืองสุพรรณ พื้นถิ่น เจ้าพระยา

.



04/09/54 สุขภาพกาย สุขภาพใจ
ช่วงที่1 หน้าต่างบานแรก “รากเหง้า บทกวี ชีวีเพื่อวรรณกรรม” เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

VideoPortal : สุขภาพกาย สุขภาพใจ

4 ก.ย. 54 00:00 น.


ตอนมัธยมปลายอ่านหนังสือบางเล่มจากห้องสมุดโรงเรียน เรื่องสวนสัตว์ ของคุณสุวรรณี สุคนธา คล้อยตามไปกับงานนั้น
…มีเรื่องต้นไม้ สายน้ำ สัตว์เลี้ยง

อยากจะลองเขียนดูบ้าง จบ ม.หก ไม่ได้เรียนต่อ… “ข้างในมันเรียกร้อง ถึงเวลาต้องทำอะไรสักอย่าง …ไม่มีทางออกกับชีวิต..”

คิดว่าเป็นนักเขียนมันจะง่าย .!!.?…มีกระดาษ ดินสอ …เป็นความเหงาของวัย ไม่ได้เรียนต่อ เดินฟุ้งซ่านตามริมน้ำ ริมคลอง
ท้องไร่ ท้องนามันเหงา
…เขียนเรื่องสั้น จากการอ่าน ไม่เคยเขียนมาก่อน เขียนเรื่องสั้น บทกวี ควบคู่กันไป

…คัดลายมือ ใส่กระดาษกระดาษฟุลสแก็ป ส่งต้นฉบับทางไปรษณีย์

ความโดดเดี่ยวทำให้เราเขียน อยากสื่อสารกับโลก พ้นไปจากชีวิตประจำวัน มีเรื่องที่อยากบอกมากกว่านั้น ความรู้สึกที่มีต่อ
ชีวิต ต่อสังคม ต้องการสนทนาที่มากขึ้น ผ่านการเขียน ดึงกระบวนการคิดของเราออกมาอยู่ในกระดาษ เรารู้สึกต่อชีวิต ต่อโลก
อย่างไร

มีความสุขทุกเช้าที่ตื่นมา ตี 3 ตี 4 มาทำงาน ได้ตื่นมาทำงาน มันมีความสุขและ …พยายามเข้ามาสู่คำสอนของพระพุทธเจ้า
พยายามอยู่กับปัจจุบัน ตัดเมื่อวานออกไปบ้าง พยายามไม่คิดถึงพรุ่งนี้ อยู่กับขณะปัจจุบัน ยังไม่ตาย..ทำงานให้มันดียิ่งๆขึ้น
หรือแม้ทำงานจบชิ้นแล้ว ก็จะมีความสุขมาก

งานเขียนก็ช่วยเรา ช่วยให้เราเขัดเกลาตัวเอง ช่วยให้เราปล่อยวางบ้าง ช่วยให้เราละความโกรธเกลียดมันช่วยได้เยอะ ชีวิตมัน
ก็เป็นแบบนี้แหละ ชีวิตเจอทั้งดำ ทั้งขาว ไม่มีสีขาว ไม่มีสีดำตลอด…มันอาจจะเป็นสีเทา

เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์


รากเก่าบ้านเกิด

“รากเก่า” ที่บ้านเกิด

สืบไป ให้คน ได้ยลยิน  &nbspเมืองสุพรรณ พื้นถิ่น เจ้าพระยา

                            


“รากเก่า” ที่บ้านเกิด

บทกวี เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

ดนตรี โฟล์คเหน่อ

๑.บ้านเกิด ชีวิต จิตวิญญาณ

เจดีย์ วิหาร บรรพศิลป์

กราบไหว้ บูชา ฟ้าดิน

ใครหมิ่น แคลนว่า อนารยะ

๒.ทุ่งนา ผืนเก่า เลือดเราผอง

ใครลอบ ครอบครอง ทุกขณะ

กฎหมาย อธรรม ไม่ชำระ

ตะกละ โดยสกุล ทุนตะกราม

๓.เมื่อไม่มี รากแท้ ย่อมแพ้พ่าย

ไม่เสาะค้น ความหมาย ไม่อาจข้าม

จากกระแส เชี่ยวชุก ที่คุกคาม

ทุกทุ่งท่า ป่าทาม แผ่นดินทอง

๔.ขับไล่ ใจครั้ง ดั้งเดิม

ยิ่งเพิ่ม เหตุใด ใจยิ่งพร่อง

ต่อตระกูล สืบเนื่อง เรืองรอง

ท่ามกลาง กองเศษซาก คนยากจน

๕.จึงไม่มี ที่ไป ไร้ที่มา

ไร้ถิ่น สิ้นท่า ขัดสน

อดีต ทอดยาว ร้าวทุรน

วันนี้ มืดมน ค้นไม่พบ

๖.สูญหาย ไร้จิต วิญญาณ

ซมซาน แบกลาก ซากศพ

บ้านเคยอยู่ ต้องย้าย อพยพ

เลือนลบ ยุคสมัย ไกลโพ้น

๗.แดนใจ ใดยัง ดั้งเดิม

แรกเริ่ม ไม้ใหญ่ ใครโค่น

ปักหลัก บนเลน เอนโอน

ไฟทุกข์ ลุกโชน ท่วมเมือง

๘.ก้าวไป ข้างหลัง กันบ้างไหม

เพื่อให้ ยุคสมัย ได้เกี่ยวเนื่อง

ปะทะ เพื่อจะ ประเทือง

ใช่เลือด แค้นเคือง เนืองนอง

๙.เรียนรู้จาก คนเก่า บ้านเมืองเก่า

เพื่อรู้จัก รากเหง้า ของเราผอง

หลากชีพ ชนชั้น หลายครรลอง

ผู้ปกครอง ถึงไพร่ฟ้า สามัญชน

๑๐.เพื่อราก จะหยั่งลง ยังคงมั่น

กลั่นเคี่ยว คืนวัน อันเข้มข้น

ความโกรธเกลียด เหยียดหยาม จะข้ามพ้น

ฝากดอกผล งามไว้ ให้แผ่นดิน

๑๑.เมืองโบราณ บ้านเก่า จะเล่าเรื่อง

สืบเนื่อง เรื่องไป ไม่รู้สิ้น

สืบไป ให้คน ได้ยลยิน

เมืองสุพรรณ พื้นถิ่น เจ้าพระยา

เสียงอ่านบทกวี “รากเก่า” ที่บ้านเกิด

โดย

เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์

ณ. ลาน
บ้านยะมะรัชโช


16 กันยายน 2552


ซึมซับ…สู่ตับไต ไหลรินสู่ …รูทวาร
                            

  …wannaprasart blog.

ข้อความ




แบ่งปัน

….



2 Comments so far

  1.   wannaprasart1 on กันยายน 9th, 2011          

    อย่าเพิ่งสู้ ถ้ารู้แน่ ว่าแพ้พ่าย

    อย่าเพิ่งสู้ ถ้ารู้แน่ ว่าแพ้พ่าย
    เก็บเแรงกาย รวมแรงใจ ไอ้เกลอเอ๋ย
    เกาะรวมกลุ่ม ชุมนุมชน คนคุ้นเคย
    เอาละเหวย! เอาละวา! ตีฝ่าไป…

    ร่ายบท: Arichai Tipayaratkul
    ..รจนา: Pak Fah Din พรรคฟ้าดิน VOTE NO

    ซึมซับ…สู่ตับไต ไหลรินสู่ …รูทวาร

  2.   wannaprasart1 on กันยายน 6th, 2011          

    เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์… หลากมุมคิดของ”นักรู้สึก”
    วันที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2554 เวลา 12:30:01 น.

    “ความจริง-ความลวง”

    “เราก็เป็นตัวละครหนึ่งในโลก เรามีชีวิตอยู่มาได้จนทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็เกิดจากการเอาความลวงมาหล่อเลี้ยงให้คิดว่าตัวเองมีคุณค่า ถ้าเราลวงมากไป บางทีก็ทำให้เราปล่อยเวลา ปล่อยชีวิตให้ผ่านไปวันๆ พอความลวงใหญ่ขึ้น ก็เหมือนโกหกตัวเองจนเราเชื่อ ทั้งที่พอพินิจจริงๆ แล้วเราอาจไม่ได้ทำอะไรให้ชีวิตเราหรือให้คนอื่นเลย”

Trackbacks/Pingbacks

  1. nt54wcm85nvw4t4covtw
  2. 2r34cyrn64tc24t2xw3w3
  3. 298cn54mr25cnt5nctrw
  4. vye80e80mt5enfn5tcev5y6ec6

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.