septimus' blog

การได้วิสาสะกับผู้รู้จริงนับเป็นวาสนา

 

 

 

 

 

 

บันทึกวันนี้เป็นบันทึกเก่าเมื่อสองปีมาแล้วค่ะ เพื่อนบางท่านอาจจำได้

 

พอดีเห็นว่าการแบ่งเป็นสองตอน เมื่อเวลาผ่านไปอาจพลัดหลงกันได้

 

วันนี้ถือเป็นฤกษ์สะดวกดี ก็เลยขอจัดระเบียบใหม่ค่ะ

.

 

แฮ่ม…….ขอยืมวาทะจอมยุทธโนเนมมาเริ่มเรื่องที่จะเล่านี้เสียหน่อยเต๊อะ….

 

สองวันติดกันมานี้บังเอิญได้มีโอกาสวิสาสะกับผู้เชี่ยวชาญระดับสูงทางการศึกษาของเมืองนี้ ทั้งสองท่านได้กรุณาวิเคราะห์ปรัชญาและการดำเนินชีวิตของชาวเอเซียแถบบ้านเราให้ฟังอย่างคร่าวๆเพราะเวลาที่มีอย่างจำกัด

 

ท่านแรกเชี่ยวชาญเรื่องเวียดนามมากที่สุด  สรุปปรัชญาชีวิตของชาวเวียดนามให้พวกเราฟังว่า ในชีวิตของชาวเวียดนามจะคำนึงถึง ๓ สิ่งต่อไปนี้ตามลำดับ

 

 

       ครอบครัวต้องมาก่อน ไม่ใช่เพียงแค่พ่อ แม่ พี่น้องที่ใกล้ชิดเท่านั้น  ลุง  ป้า น้า อา ญาติตี่พี่น้องที่ห่างออกไปก็ต้องดูแลห่วงใยไปมาหาสู่ให้ความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น ไม่ทิ้งกันว่าอย่างนั้นก็แล้วกัน  ลูกหลานคนใดสมรสกับชาวต่างชาติแล้วจะนำคู่สมรสของตนเข้ามาอยู่ในครอบครัวด้วย เพราะเขาถือว่าเข้ามาช่วยกันเลี้ยงดูครอบครัว งานนี้ฝรั่งงงปนตกใจเพราะจู่ๆก็มาอยู่ในบ้านรวมญาติหลังใหญ่นับได้ตั้งแต่รุ่นทวดลงมาเลยทีเดียว แต่ฝรั่งบางคนก็ทำใจได้ (ข้้าพเจ้าว่าคงนับคนได้้)

 

 

 

      มีสุขภาพดี ถือเป็นสิ่งสำคัญลำดับที่สองของชีวิต ตรงนี้ย่อมเป็นที่เข้าใจกันโดยไม่ต้องอธิบาย ใครๆก็รู้ดีว่าสุขภาพดีมีชัยไปกว่าครึ่งแล้วไม่ว่าจะลงมือทำอะไรก็ตาม

 

 

 

      มีการศึกษาดี ยิ่งเรียนได้สูงเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น คือสิ่งสำคัญลำดับสามบางคนทำงานไปเรียนไป เลิกงานแล้วปั่นจักรยาน ๒ ชั่วโมงมาเรียนต่อภาคค่ำก็มีถมไป บางคนหนักกว่านั้นยอมขายบ้านเอาเงินมาเรียนต่อโทเพราะแน่ใจว่าเมื่อจบแล้วมีงานดีเงินเดือนแพงแล้วบ้านหลังใหม่ใหญ่กว่าและดีกว่าเดิมจะตามมาเอง ตรงนี้ข้าพเจ้าชื่นชมความมุ่งมั่นกล้าได้กล้าเสียของเขาจริงๆ

 

 

แถมอีกนิดหากมองเป็นเรื่องแปลกหรือตลกก็อาจจะได้คือ….

 

·        เรื่องจราจรเวียดนาม ทางการที่นั่นกำลังปวดหัวเพราะบนถนนคลาคล่ำไปด้วยรถมอเตอร์ไซค์ จนถึงกับต้องออกกฏหมายบังคับให้ลงทะเบียนกัน โดยให้โอกาสเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น ๑ คนต่อรถมอเตอร์ไซค์ ๑ คัน

 

 

·        ที่ฮานอย เมืองหลวง(ทางการปกครอง/การเมือง) มีห้างสรรพสินค้าให้เดินช้อปปิ้ง ๑ ห้าง  ตรงนี้คงต้องขอความเห็นจากผู้ที่เคยไปมาแล้วว่าเป็นยังไง   ส่วนโฮจิมินห์ เมืองหลวง(ทางธุรกิจ) มีความเจริญทางด้านวัตถุมากกว่า มีห้างสรรพสินค้าให้เดินช้อปปิ้ง ๒ ห้าง  และก็มีรถยนต์วิ่งให้เห็น (บ้าง)

 

 

·        การรับประทานอาหารนอกบ้านจัดเป็นเรื่องไม่ปกติถือเป็นโอกาสพิเศษ ภัตตาคารที่หรูที่สุดคือภัตตาคารเค เอฟ ซี  สาเหตุหนึ่งทึ่ภัตตาคารนี้ประสบความสำเร็จในเวียดนามก็เพราะชาวเวียดนามบริโภคไก่เป็นอาหารหลัก (ผู้เล่าแถมว่าเพราะเหตุนี้คราวที่ไข้หวัดไก่เอ้ยนกระบาดจึงมีคนเวียดนามล้มตายไปเยอะ เพราะการเฝ้าระวังไม่ทันกับกระแสบริโภค)

 

มีตอนหนึ่งผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ได้วิจารณ์วิธีการศึกษาเล่าเรียนของชาวเวียดนามจากประสบการณ์ตรงของท่านเองว่านับตั้งแต่ปี ๑๙๙๘ ย้อนหลังไป นักศึกษาที่นั่นจะนั่งเรียนอย่างสงบเงียบน้อมรับคำสอนทุกคำเพราะถือว่าอาจารย์ถูกต้องเสมอ…มากันแนวนี้พวกฝรั่งอึดอัดมากเลยเชียวแหละ เพราะพวกเขาไ่ม่คิดว่าตนเองถูกต้องเสมอหรอกนะ การเรียนการสอนถ้าจะให้ได้ผลดีจะต้องมีการโต้ตอบแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากทั้งฝ่ายผู้เรียนและฝ่ายผู้สอน…แต่ท่านเองก็แก้ไขอะไรไม่ได้กับความเชื่ออย่างนี้  พอมาตอนนี้ดีขึ้นมากแล้วเพราะนักศึกษาเริ่มมีปฏิกิริยารู้จักแสดงความคิดเห็นในชั้นเรียนมากขึ้นๆ ยิ่งมาปีการศึกษาใหม่นี้ ท่านบอกว่านักศึกษาที่นั่นไม่ต่างกับเด็กฝรั่งทางนี้แล้ว 

 

 

ถึงตรงนี้ทำให้อดนึกกลับมายังเมืองไทยไม่ได้ว่าเดี๋ยวนี้บรรยากาศในชั้นเรียนที่บ้านเราจะเปลี่ยนไปบ้างหรือยัง(เพราะเห็นข่าวปฏิรูปการศึกษากันโครมๆ) ถ้าเปลี่ยนแล้วจะเปลี่ยนไปทางใด ดีขึ้นหรือไม่(หรือไม่รู้สิแบบไทยๆ)

 

 

เมื่อพวกเราสนทนาวิสาสะมาถึงตรงความเชื่อดั้งเดิมนี้ ท่านผู้รู้อีกท่านหนึ่งซึ่งมีพื้นเพมาจากอินเดียก็บอกว่าการที่มีความเชื่ออย่างฝังแน่นว่าอาจารย์ย่อมถูกต้องเสมอนั้นเป็นเพราะชาวเอเชียในแถบนึ้ได้รับอิทธิพลมาจากปรัชญาของศาสนาฮินดูที่เผยแผ่มายังภูมิภาคนี้เมื่อหลายพันปีก่อนโน้น ไม่ว่า ไทย เขมร (ท่านเน้นว่าที่นี่จะมากที่สุด เห็นได้ชัดที่สุด) พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ล้วนถูกครอบงำด้วยปรัชญานี้ทั้งสิ้น   

 

 

ปรัชญาของศาสนาฮินดูที่เกี่ยวโยงกับความเชื่อนี้ก็มีว่าศาสนาฮินดูถือว่าสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุดต่อทุกชึวิตไม่มีสิ่งอื่นใดมาเทียบได้แล้วมีตามลำดับดังนี้

 

 

๑.      มารดา…..ทุกชีวิตมีมารดาได้เพียงคนเดียวเท่านั้น มารดาคือครูคนแรกที่สอนเราให้พูดได้และฝึกหัดเราตั้งแต่เรายังอยู่ในครรภ์ของท่านด้วยการพูดคุยกับเรา

 

 

 

๒.      บิดา……..มีความสำคัญเป็นลำดับสองเพราะทางฮินดูถือว่าทุกชีวิตสามารถมีบิดาได้หลายคน และบิดาจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตเราก็ต่อเมี่อเราเติบใหญ่มาแล้ว ๒-๓ปี ก่อนหน้านั้นชีวิตเราขึ้นอยู่กับมารดาแต่เพียงผู้เดียว

 

 

 

๓.      กูรู……….ทุกชีวิตมีครู อาจารย์ที่ให้การอบรมสั่งสอนศิลปวิทยาการเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต  ดังนั้นจึงมีความสำคัญต่อจากมารดา บิดา และมีสมญานามอย่างที่คนไทยมอบแด่ครู อาจารย์ว่าอนุสาวรีย์ที่มีชีวิต (ถึงตรงนี้ข้าพเจ้าได้โอกาสบอกชาวต่างชาติเสียเอง เมื่อเห็นว่าท่านโปรเฟสเซอร์นึกคำแปลภาษาฮินดูได้ไม่ถูกใจ…ก็เรียกเสียงหัวเราะพร้อมกับถูกถามว่า คนไทยก็เรียกเช่นนั้นหรือ)

 

  

 

๔.     เดวู……….ทุกชีวิตมีพระเจ้าดูแลคุ้มครอง ซึ่งพระเจ้ามีข้อให้ปฏิบัติว่าพระองค์จะไม่รับฟังคำสวดอ้อนวอนของผู้ที่ไม่ยอมประพฤติปฏิบัติตนทำให้มารดามีความสุข (ตรงนี้คล้ายกับประโยคฮิตในขณะนี้…ที่ฝรั่งบางคนก็หมั่นใส้…ที่ว่า Charity begins at home)  

 

  

 

หลังจากนั้นเมื่อมีเวลาเป็นของตัวเอง ได้ลองนึกทบทวนสิ่งเหล่านี้ที่เพิ่งได้ยินได้ฟังมา ก็ให้รู้สึกว่าเราช่างเสียเวลาไปมากมายกับเรื่องไกลตัว แต่เรื่องใกล้ตัวเรากลับมองข้ามและไม่รู้อะไรเลย…….เราหนอเรา

 

 

 

 

 

 

No Comments

  1. athenaz says:

    ที่เขียนไว้สองปีก่อน มาวันนี้การศึกษาไทย เหมือนกู่ไม่กลับ เนื่องเพราะมุ่ง IQ มากไป
    พอ EQ ต่ำ ขาดกตัญญูกตเวทิตา(บิดามารดา) ขาดความเคารพต่อครูบาอาจารย์ หรือนัยหนึ่ง บางทีครูบาอาจารย์ไม่สมควรเคารพเลื่อมใส (กูรู) และขาดคุณธรรมนำชีวิต (เดวู) – ประยุกต์เอาเองค่ะ… การศึกษาไทยในวันนี้อาจต้องใช้ปฏิวัติ ก็ยังไม่อาจนำ EQ กลับมาได้ ..

    พี่เคยบอกเด็กๆ ลูกหลาน ให้พัฒนาความสามรถแบบ
    “จิตวิญญาณไทย ใจสากล” .. sept ว่าดีไหมคะ :))

    This is a long story to dig it out ^^..but just make it short for t/d ka…
    G’Night ka sept,

    Revolt to slow down on this cyber era, is needed for Thai Ed, I think.

  2. septimus says:

    Photobucket

    …..Hanoi city and traffic jam…..

    Photobucket

  3. septimus says:

    ข้าเจ้าว่าท่านโกโก้ถล่มตัวขะหนาดเลยคะ

    เป็นวาสนาของข้าเจ้าเช่นกันที่ท่านโกโก้นับเอาข้าเจ้าเป็นกัลยาณมิตรของท่านค่ะ ขอขอบพระคุณท่านมากค่ะ ข้าเจ้าถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งทีเดียวนะคะ

    ^__^

  4. septimus says:

    Hi P’lady,
    how are you going ka?

    ^__*

  5. kokoseven says:

    ขออ่านครับ แต่ไม่ขอออกความเห็น ด้วยไม่สันทัด ปรัชญาและหนทางของชาวต่างชาติซักกะนิด

    แต่ก็นับเป็นวาสนาเช่นกัน ที่ได้วิสาสะกับกัลยาณมิตร เช่นคุณsept ครับ 🙂

  6. septimus says:

    hahahaha………
    thank you so much ka grand pa norm, you always make me laugh,

    ^o^

  7. lady007 says:

    แวะมาทบทวนคำจำค่ะ น้อง septimus

  8. normally says:

    อันเก่ายังมิได้อ่านขอรับ

  9. septimus says:

    Photobucket

  10. septimus says:

    Photobucket

  11. septimus says:

    Photobucket

Leave a Reply