septimus' blog

บังเอิญกังขา

 

 

Photobucket

 

 

เหตุใดเด็กไทยทุกคนจึงไม่มีโอกาส ได้เรียน!

 

 

 

 

 

…คือต้นแบบงานเขียนของนักเขียนที่มีชื่อเสียงทั่วโลก …แม้กระทั่งทุกวันนี้

 

 

 

 

 

มีให้ … …และให้หนักแน่นมีสติเมื่ออยากเลียนแบบถอยห่างออกไปจากขนบของตัว

 

 

 

 

 

ผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษาทุกสมัยไม่สำเหนียก เชียวหรือ

 

 

 

.

วันนี้ขอบ่นเล็กๆถึงเรื่องการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสักครั้ง

 

 

จากมุมของเราที่มิใช่และมิบังอาจเป็นผู้เชี่ยวชาญศาสตร์แห่งภาษา

 

 

ด้วยเรามีข้อกังขามานานนับตั้งแต่บังเอิญได้รู้จักวรรณกรรมอมตะเข้าชุดหนึ่ง

 

 

ที่ท่านผู้บรรจงเจียรนัยสร้างสรรค์ประดับไว้ในโลกาได้มานะบากบั่นจนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตที่แสนสั้น…๔๑ ปี

 

 

มีบันทึกไว้ว่าในช่วงที่ตะเกียงแห่งชีวิตริบหรี่ลงจนถึงขนาดจับปากกาจุ่มหมึกเขียนไม่ไหวเพราะหนักเกินไปนั้น ท่านถึงกับเปลี่ยนเป็นใช้ดินสอที่เล็กและเบาลงเพื่อให้สามารถเขียนบรรยายความในงานชิ้นสุดท้ายที่ไม่จบของท่าน…Sanditon

 

 

ท่านผู้นั้นมิใช่ใคร หากเป็นท่านเจน ออสเทิ่น

 

 

ที่เราเชื่อว่ามีเพื่อนหลายคนในแวดวงอักษรศิลปะต้องรู้จักและจดจำท่านได้

 

 

เพราะเคยผ่านการศึกษาผลงานบางชิ้นบางส่วนบางเสี้ยวของท่านในระดับอุดมศึกษามาก่อน

 

 

แต่เราคิดว่าผลงานอมตะชั้นเลิศของท่านเจน

 

น่าจะได้รับการชี้แนะให้เด็กไทยได้ร่ำได้เรียนกันทุกคนจึงจะดีที่สุด

 

 

ลักษณะการเขียน การใช้คำ การใช้สำนวน การพรรณนาโวหาร…เป็นสิ่งสำคัญมิใช่หรือ

 

ที่เด็กไทยควรได้เรียนรู้ ควรได้เห็นเป็นตัวอย่าง สามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้จริงในชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพ

 

ให้สมกับเวลาที่ต้องมุ่งมั่น…จะได้ไม่สูญเปล่า กับ…ไม่ว่าในที่สุดแล้วจะใช้ภาษาอะไร

 

 

ชีวิตขนบประเพณีชาวอังกฤษเป็นอย่างไร ผู้ดีอังกฤษเป็นอย่างไร สังคมอังกฤษเป็นอย่างไร…มีให้เข้าใจ ให้ซาบซึ้ง ให้เปรียบเทียบ และให้หนักแน่นมีสติเมื่อรู้สึกอยากลอกเลียนแบบถอยห่างออกไปจากขนบประเพณีอันดีงามคลาสสิคแล้วของตัว

 

 

ความคิด การพิจารณา การให้เหตุผลต่อเหตุการณ์…ก็มีถ่ายทอดเป็นขั้นเป็นตอนเหมาะอย่างยิ่งที่ชาวตะวันออกอย่างเราๆจะมีโอกาสได้ศึกษาได้เข้าใจผ่านแต่ละตัวละครของท่าน

 

 

และนี่ยังไม่นับถึงความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความอิ่มสุข จากพล็อตเรื่องในทุกครั้งที่ได้หวนกลับไปอ่านอีก

 

 

ทั้งหมดที่สู้อุตส่าห์แจกแจงจากมุมของผู้มิเชี่ยวชาญทางภาษาอย่างเรา…คือต้นแบบงานเขียนของนักเขียนที่มีชื่อเสียงทั่วโลกในเวลาต่อมา และขอเน้น…แม้กระทั่งทุกวันนี้

 

 

เราจึงไม่เข้าใจ เราจึงต้องกังขา ว่าผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษาบ้านเราทุกสมัยจะไม่สำเหนียกเชียวหรือ

 

 

 

 

Photobucket

 

 

 

เหตุใดนะเหตุใดกัน

 

วรรณกรรมต้นแบบดีๆของท่านเจน

 

วรรณกรรมที่เด็กฝรั่งทุกวันนี้ยังต้องเรียนในโรงเรียน…ชั้น ๑๐ บ้าง ชั้น ๑๑ บ้าง

 

 

เด็กไทยทุกคนจึงไม่มีโอกาสได้เรียน!

 

 

 

 

ปล.

 

ท่านที่สนใจสามารถติดตามแกะอ่านวรรณกรรมอมตะของท่านเจน ออสเทิ่นได้ที่ http://ebooks.adelaide.edu.au/a/austen/jane/

 

     

 

ในบางเสี้ยวงานของท่านเจน(สำหรับท่านที่มุ่งความบันเทิงอย่างเดียว)

 

 

*Sense & Sensibility

 

 

‘…the more I know of the world, the more I am convinced that I shall never see a man whom I can really love.’

 

 

Two sisters, both on the brink of falling in love and living happily ever after. But can life ever be that simple?

 

 

Marianne Dashwood is young, flirtatious and ready to meet a knight in shining armour. Her sister, Elinor, is more restrained – she knows that when it comes to romance, slow and steady wins the race. But while both seem to have found what they want, the path to happiness isn’t as straightforward as they first thought. True love has a habit of breaking the rules and turning up when it’s least expected…

 

 

 

*Pride & Prejudice

 

 

‘I had not known you a month before I felt that you were the last man in the world whom I could ever be prevailed on to marry’

 

 

Romance, misunderstanding, finding Mr Right and finding out who’s Mr Wrong – Pride and Prejudice is as relevant today as it has ever been.

 

 

 

*Mansfield park

 

 

‘I cannot think well of a man who sports with any woman’s feelings’

 

 

Eighteen-year-old Fanny has grown up in the shadow of her glamorous relations. In fact, no one seems to remember she’s there at all, which is why they don’t notice that she’s gradually been falling in love. But while she hides a secret passion, she has no idea she’s become an object of interest herself for another admirer.

 

 

 

*Emma

 

 

‘I am not only not going to be married, at present, but have very little intention of ever marrying at all.’

 

 

Like many girls, Emma Woodhouse thinks she knows best. Her heart is in the right place – but her head isn’t. Beautiful, clever, and rich, she only wants to help other arrange things as she thinks they should be done. Emma has no interest in true love for herself: convinced she’s just not destined to find it, she believes she must instead devote herself to playing Cupid for others.

 

 

 

*Northanger Abbey

 

 

‘Her heart was affectionate, her disposition cheerful and open … Her person pleasing, and when in good looks, pretty – and her mind about as ignorant and uninformed as the female mind at seventeen usually is.’

 

 

When Catherine visits Bath and meets funny, sharp Henry Tilney, she’s instantly taken with him. But when she is invited to the Tilney’s home, the sinister Northanger Abbey, fantasy starts to get in the way of reality. Will she learn to separate out the two – and allow herself to fall in love with the right person?

 

 

 

*Persuation

 

 

More than seven years were gone since the little history of sorrowful interest had reached its closed, …

 

 

The moment of her stepping forward in the Octagon Room to speak to him: the moment of Mr Elliot’s appearing and tearing her away, and one or two subsequent moments, marked by returning hope or increasing despondency, were dwelt on with energy.

 

“To see you,” cried he, “in the midst of those who could not be my well–wishers; to see your cousin close by you, conversing and smiling, and feel all the horrible eligibilities and proprieties of the match! To consider it as the certain wish of every being who could hope to influence you! Even if your own feelings were reluctant or indifferent, to consider what powerful supports would be his! Was it not enough to make the fool of me which I appeared? How could I look on without agony? Was not the very sight of the friend who sat behind you, was not the recollection of what had been, the knowledge of her influence, the indelible, immoveable impression of what persuasion had once done— was it not all against me?”

 

“You should have distinguished,” replied Anne. “You should not have suspected me now; the case is so different, and my age is so different. If I was wrong in yielding to persuasion once, remember that it was to persuasion exerted on the side of safety, not of risk. When I yielded, I thought it was to duty, but no duty could be called in aid here. In marrying a man indifferent to me, all risk would have been incurred, and all duty violated.”

 

“Perhaps I ought to have reasoned thus,” he replied, “but I could not. I could not derive benefit from the late knowledge I had acquired of your character. I could not bring it into play; it was overwhelmed, buried, lost in those earlier feelings which I had been smarting under year after year. I could think of you only as one who had yielded, who had given me up, who had been influenced by any one rather than by me.

 

 

 

Italo Calvino เขียนไว้ว่า

 

 

หนังสือคลาสสิคคือหนังสือที่เราจะได้ยินคนพูดถึงเสมอๆ ว่า “I am rereading…” แต่จะไม่ได้ยินคนพูดว่า “I am reading…”

 

 

และ Calvino ยังให้เหตุผลไว้ว่าทำไมจึงต้องอ่านหนังสือคลาสสิค

การอ่านหนังสือชั้นเลิศเป็นครั้งแรกเมื่อเราโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิดอ่านแล้ว เป็นความสำราญอันอัศจรรย์ที่แตกต่างจากความสำราญจากการได้อ่านหนังสือดังกล่าวในวัยเยาว์ ในวัยที่บ่มแล้ว เราจะซาบซึ้งกับรายละเอียด ระดับ และความหมายได้มากกว่า หนังสือคลาสสิกคือหนังสือที่เราค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ไม่คาดฝันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเพิ่งได้อ่านเป็นครั้งแรกในชีวิต หรือกลับไปอ่านใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า ฯลฯ




 Enjoy reading ค่ะ      

^____^

 

 

 

No Comments

  1. septimus says:

    สวัสดียามใกล้เที่ยงที่เมืองไทยค่ะพี่athenaz

    แหม… พี่เล่นชมกันอย่างนี้ น้องเขินนะคะ

    เป็นความบังเอิญมากกว่าค่ะพี่คะตรงที่มีโอกาสได้รู้เห็นและเข้าใจสามารถเปรียบเทียบได้ถึงความต่างระหว่างในเมืองไทยกับนอกเมืองไทยที่เรียกศิวิไลส์จริง ว่าของเขาเป็นอย่างไรกันแน่ แล้วก็ไม่อยากเดินตามคนรุ่นก่อนที่หูหนาตาเล่อนำพาแต่ละอย่างเข้าไปโอ่ โอ้อวด เผยแพร่ในบ้านเราชนิดชวนชาติพังกับชวนพังชาติน่ะค่ะพี่ขา

    หรืออีกนัยนะคะ …กลัวรุ่นหลังสาปส่ง เหมือนกับตอนนี้ที่น้องสาปส่งรุ่นก่อนค่ะพี่ ฮา…………………….

  2. athenaz says:

    ทำให้พี่มีกำลังใจกองโตเทียวคะ มีกำลังใจที่เห็น
    น้อง generationนี้ ให้ความสำคัญกับเรื่องที่บางคน
    ไม่ให้ความสนใจแม้แต่น้อย..

    มาฟังเพลงคลาสสิคบ้านนี้.. good nite, sleep tight ka ซ๗

  3. athenaz says:

    กลับมาขอบคุณ sept ดึกไปหน่อย…

    ทำให้พี่มีกำลังใจกองโตเทียวคะ มีกำลังใจที่เห็น
    น้อง generation

  4. septimus says:

    เยี่ยมมากค่ะพี่athenazขา ไอแอมโซพราวด์ออฟพี่นะคะ

    ความงามในวิถึชีวิตแบบเก่า…แค่ของไทยเราก็มีเพียบเลยนะคะพี่ ตามเก็บไม่หวัดไม่ไหวทีเดียวค่ะ

    so as you ค่ะ :))

  5. athenaz says:

    🙂
    ส่งลิงค์โครงการรถเมล์ลงเอวจี ไป NESDB แล้วค่า

    คุณน้องหนอน (หนอนหนังสือ 🙂
    ส่วนใหญ่พี่ก็เก็ยราบละเอียดไม่ใคร่หมด..
    ยิ่งสมัยเด็กๆ เก็บเฉพาะเรื่องที่ชอบ เช่น ค่าของคน อ่านจนเละ หลุด
    ตอนนั้นอ่านนิยายฝรั่งไม่เก่งจร้า..ชอบตอนเขาทำอาหารประนีตอย่างชาววัง..
    วันๆเอาแต่ตั้งสำรับคับคอน..

    ความงามในวิถึชีวิตแบบเก่านะ sept..

    nice day na ka 🙂

  6. septimus says:

    ขอบคุณกาแฟรสเข้มถ้วยนี้มากค่ะพี่ มิน่า…เมื่อวานถึงได้ขยันขันแข็งกะปรี้กะเปร่าเหลื้อเกินค่ะพี่ ฮ่า……………………………..

    ชักอยากจะคิดซะแล้วค่ะว่าMansfield Parkเป็นเรื่องโปรดของพี่ ใช่ไหมคะ

    ^-^

  7. septimus says:

    สวัสดีค่ะพี่athenaz

    อิอิ เกรงว่าในส่วนของน้องที่ต้องกลับไปrereadก็เพราะเหตุว่ายังเก็บรายละเอียดเบื้องต้นที่ยังตกๆหล่นๆอ่ะค่ะี่คุณพี่ขา

    *___^

  8. septimus says:

    สวัสดีค่ะคุณcumpreram

    ค่ะ ตามนั้นเลยค่ะ บังเอิญได้อ่านก็จึงบังเอิญให้สงสัยว่าทำมัยของดีๆอย่างนี้เด็กๆไทยจึงไม่เคยรู้จัก พวกผู้ใหญ่มัวแต่ทำอะไรกันอยู่ และพวกผู้ใหญ่ทำมั้ยจึงยอมให้กลุ่มเบอร์ห้าเพียงกระหยิบมือเดียวแพร่ความเหลวไหลฟอนเฟะเข้าสู่สังคมเป็นตัวอย่างเลวๆให้แก่ยุวชนต่อๆมาจนวัด-ทะ-นะ-ทำของตัวเองจะสูญพันธุ์อยู่มะรอมมะร่อแล้วค่ะ

    (ร้ายยิ่งกว่าH1N1ตอนนี้เสียอีกนะคะเนี่ยะ ฮ่า)

    :))

  9. septimus says:

    สวัสดีค่ะคุณฮอลล์

    ใช่ค่ะ เสียดายแทนเด็กๆมากเพราะวัยที่เรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อผ่านแล้วก็ผ่านเลย ครั้นมาพบของดีๆตอนโตก็ได้ประโยชน์ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยนะคะ

    ดิฉันเองก็ไม่เก่งหรอกค่า อาศัยว่าที่นี่ไม่มีฉบับแปลให้่อ่าน จึงต้องกัดฟันแกะทีละวรรคทีละประโยคค่ะ

    ^___^

  10. athenaz says:

    jane austen center

    There will be little rubs and disappointments everywhere, and we are all apt to expect too much; but then, if one scheme of happiness fails, human nature turns to another; if the first calculation is wrong, we make a second better: we find comfort somewhere

    Jane Austen: Mansfield Park

  11. athenaz says:

    let’s have late coffee for u…my breakfast ka.. !

    A Cup of Civet Brew
    🙂

  12. athenaz says:

    We, however, love to read since our first book..

    when we grew to teenager, we read another kind of book..

    we reread them coz we think differently compare to the younger age na ka…thus we need to seek what behind the author feeling that we could not touch previously.
    will come back ja…sept !

    🙂

  13. cumpreram says:

    …สวัสดีครับ..
    ..กังขา..คือมีเหตุให้สงสัย..คริ..คริ..

  14. pijika says:

    มาตามหาอ่านตอนโตค่ะ
    เพราะตอนเด็กๆ ไม่รู้จัก ไม่มีให้เรียน ให้อ่าน

    แต่อ่านฉบับแปลนะคะ เพราะไม่เก่งขนาดอ่านวรรณกรรมได้ค่ะ

    และอ่านแล้วมักอ่านซ้ำ…

    ขอบคุณนะคะ ที่แนะนำเรื่องใหม่ๆ ที่ยังไม่รู้จัก

    เสียดายแทนเด็กๆ ด้วยค่ะ น่าจะได้รู้จักตั้งแต่ตอนเรียน

  15. septimus says:

    สวัสดีค่ะคุณศศิ

    น่าเหนื่อยแทนคุณแม่ยังสาวจังค่ะ และรู้สึกไม่แฟร์แทนน้องมะปรางด้วย ขอเอาใจช่วยทั้งคุณแม่คุณลูกเลยนะคะ ทำให้ครูได้อายซะให้เข็ด (ความจริงถ้าคุณเธอจะเอาจริงในหน้าที่ตัวเองสักหน่อย เวลาที่จะเตรียมงาน+เวลาที่ใช้สอนแค่นั้นยังไม่พอด้วยซ้ำนะคะ)

    Have a good day ค่ะ

    ^___^

  16. septimus says:

    สวัสดีเจ้าค่ะคุณบัวเจ้าเสน่ห์เจ้าขา

    หะแรกดิฉันก็วนเวียนอยู่กับเรื่องนี้มากเหมือนกันเจ้าค่ะ(หนังชุดนั้นจาก ABC เลยเจ้าค่ะเป็นผู้จุดประกาย) แต่พออ่านหรือดูเรื่องอื่นบ้าง ดิฉันกลับชอปกัปตัน เอ้ย Persuation มากกว่าครึ่งนิ้วกับ ๒ กระเบียดเจ้าค่ะ คุณบัวลองเจียดเวลาอ่านดูนะเจ้าคะ(โปรดสังเกตที่ออเดิร์ฟเจ้าค่ะ….จะยาวเป็นพิเศษ ฮ่า)

    ถ้าอย่างนั้นลองสำนวนนี้สักนิดดีมั้ยคะ เผื่อจะถูกใจเจ้าค่ะ ^____^

    “นับเป็นเวลาเย็นที่…ดูเหมือนว่าทุกสิ่งได้เกิดขึ้นมานานแล้ว…แต่ก็ยังไม่นานพอที่จะควบคุมความรู้สึกของเธอเองซึ่งมุ่งไปยังเขาคนนั้นในปราสาทหลังงามแต่เพียงผู้เดียวได้…และเธอก็ได้ใช้เวลาถึงสองชั่วโมงด้วยกันปลุกปล้ำอยู่กับตัวเองเพื่อตัดความคิดคำนึงนี้ออกไป เธอไม่ได้เกลียดเขาอย่างแน่นอน ใช่สิ…ความเกลียดนั้นได้อันตรธานหายไปจากใจเธอนานแล้ว…และเธอยังมีความรู้สึกละอายแก่ใจทุกครั้งที่นึกถึง ว่าเคยมีความรู้สึกต่อต้านและไม่ชื่นชอบเขามาก่อนหน้า ความนับถือศรัทธาได้ก่อตัวขึ้นโดยคุณสมบัติของตัวเขาเองโดยแท้…แม้นว่าจะมีความลังเลในการยอมรับเมื่อแรกก็ตาม…ซึ่งเกิดหยุดชะงักด้วยมีความขัดแย้งขึ้นในความรู้สึกของเธอ…แต่เดี๋ยวนี้มันได้แปรเปลี่ยนมีความเป็นมิตรเพิ่มมากขึ้น…โดยพยานหลักฐานที่สนับสนุนเข้าข้างเขาเสียเหลือเกิน…และยังทำให้สถานภาพของเขาช่างสูงส่งโดยดุษฎี…ซึ่งก็พบเห็นได้จากเมื่อวานนี้ แต่กระนั้นเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด…เหนือความนิยมนับถือและสรรเสริญ…ก็มีเจตนาที่จะสานไมตรีจิตกับเธอ ซึ่งทำใ้ห้ไม่สามารถจะมองข้ามไปได้เลย มันก่อให้เกิดความรู้สึกขอบคุณ…ขอบคุณ…ที่ไม่เพียงแต่รักเธอเท่านั้น…แต่รักเธอมากพอจนสามารถให้อภัยไม่ถือสากับความกระเง้ากระงอดและวาจาที่เผ็ดร้อนของเธอที่เกิดจากความรู้สึกต่อต้านเขา…รวมถึงการกล่าวหาที่ไม่เป็็นธรรมนั้น เขาผู้ซึ่ง…เธอได้ถูกชักจูงให้เข้าใจผิด…ควรจะหลีกเลี่ยงไปจากเธอในฐานะที่เป็นศัตรูตัวสำคัญ…ดูเหมือนว่า…การพบกันโดยบังเอิญครั้งนี้…กลับทำให้เกิดความกระตือรือร้นที่จะประคับประคองรักษาความสนิทสนมคุ้นเคยที่มีต่อกัน…และด้วยการแสดงความนับถือที่ไม่มีความปรานีตสักเท่าไหร่…หรือไม่มีท่าทีที่พิเศษใดแสดงออก…นอกจากสิ่งที่ทั้งเขาและเธอต่างก็พากันกังวล…ซึ่งก็คือความห่วงใยต่อความเห็นที่เป็นการสนับสนุนจากเพื่อนเดินทางของเธอทั้งสองท่าน…และการโน้มน้าวเจ้ากี้เจ้าการแนะนำเธอให้เป็นที่รู้จักคุ้นเคยแก่น้องสาวของเขา ช่างเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงเหลือเกินของชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีความภาคภูมิใจในตนเองยิ่งนัก ความตื่นเต้นนี้มิได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความรู้สึกอัศจรรย์ใจเท่านั้นหากแต่ความรู้สึกขอบคุณต่างหากเล่า…ที่มีความรัก…ความรักอย่างรุนแรง…มันช่างมีคุณค่าอย่างที่สุด…และก่อกำเนิดจากความประทับใจในตัวเธอที่มีมากเสียจนกระตุ้นให้เกิดความต้องการพิชิตใจเธอ เธอรู้สึกนับถือ…เธอรู้สึกยกย่อง…เธอรู้สึกขอบคุณเขา…เธอรู้สึกสนใจใคร่รู้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาขึ้นมาอย่างจริงจัง…และเธอก็อยากจะรู้แต่เพียงว่าชีวิตความเป็นอยู่นั้นจะขึ้นอยู่กับเธอไปได้ยาวไกลสักเพียงใด..และจะเป็นความสุขทั้งของเขาและของเธอไปได้นานสักเพียงไหนภายใต้การฟูมฟักทะนุถนอมของเธอ…ซึ่งเธอบอกอย่างเข้าข้างตัวเองว่าทุกสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับเธอแต่เพียงผู้เดียว…”

  17. nelumbo says:

    ชอบเรื่อง pride and prejudice ที่ซู้ดค่ะ
    ภาพยนต์ ก็ดูแล้วดูอีก ไม่มีเบื่อ อิอิ

    ว่าแต่ ฉบับแปลภาษาไทย ชื่อว่า สาวทรงเสน่ห์นี่
    ออกจะไม่ถูกใจเลยนะเจ้าคะ ฮ่าฮ่า ..

    ปล. ไม่เคยอ่านเรื่องนี้ เป็นหนังสือนอกเวลาเลยค่ะ
    แต่มาติดแบบวางไม่ลง ตอนไปหาซื้อมาให้หนูนัท เพื่อนร่วมก๊วนค่ะ

    ^_^

  18. sazzie says:

    ตรงประเด็นกับที่กำลังจัดการตอนนี้เลยค่ะ
    คือห้องเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนลูกแย่มาก
    ศศิถามลูกว่า วันๆ อาจารย์สอนอะไรบ้าง
    ลูกบอกว่า เข้ามาก็ด่าไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว

    เปิดตำราเรียนของลูก .. ตอนนี้เรียนแกรมม่าอยู่ค่ะ
    แต่รายละเอียดของแกรมม่านั้นๆ เป็นยังไง ใช้อย่างไร ในหนังสือไม่บอก
    ให้มองแต่โครงสร้างของประโยคอย่างเดียว ..

    ตอนนี้เลยสอนลูกเองค่ะ เปิดตำราเรียนของลูก ประกอบกับหาตำราเรียนออนไลน์
    บวกกับปรึกษาครูฝรั่งโดยตรงที่เปิดห้องให้เรียนฟรีอยู่ในมายสเปซ

    เพิ่งจะเริ่มน่ะค่ะ ผลจะเป็นอย่างไรไม่รู้ รู้แต่ว่าตั้งใจ เพราะต้องการฉีกหน้าครูโรงเรียน

    🙂

  19. xanax71 says:

    เพลงเพราะจัง
    ภาพศิลปะก็สวย

    🙂

  20. septimus says:

    สวัสดีเจ้าค่ะท่าน11

    จริงๆข้าเจ้าอยากบอกว่าทั้งหมด แต่ที่เห็นป๊อบปูล่าสุดๆก็Pride and Prejudiceเจ้าค่ะ

    อ้อ…ลิเดียกับมิสเตอร์วิกคั่มก็อยู่ในเรื่องนี้เจ้าค่ะ

    ^___^

  21. 11arrows says:

    Lady Susan (1794)
    Sense and Sensibility (1811)
    Pride and Prejudice (1813)
    Mansfield Park (1814)]
    Emma (1816)]
    Persuasion (1817)
    Northanger Abbey (1817)

    เรื่อวงไหนเป็นวรรณคดี และถูกนำมาใช้เป็นแบบเรียนหรือ sept’?

  22. septimus says:

    Photobucket

  23. 11arrows says:

    ที่ 1

    🙂

Leave a Reply