septimus' blog

ยอดเขางะงัน … เขาลมดูด

 

Photobucket

 

 

 คุลองคู้ทงลุยุเอิง ลองลางนางฮีเหลอเขลิกเลิง

เกอยิงพาเกียะเวกุเชิง เจอเมโพ่เลอเมโพ่เลิง

ภูเขาใหญ่ห้วงเหวลึก เราจะวิ่งตามเธอไม่ทัน ได้ยินเสียงชะนีฉันก็ขานรับ คิดว่าเป็นคู่รักก็เลยไม่ใช่

 

{บทเพลงภาษากะเหรี่ยงบทหนึ่ง หญิงใช้ร้องตอบโต้ชาย ระหว่างการทำนาทำไร่ใกล้กัน}

 

 

.

 

 

พักนี้เพื่อนมักแชทเรื่องอาถรรพ์ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในแนวเขาเล่าว่า  หลังจากที่มีเฮลิคอปเตอร์ตกรวดเดียว 3 ลำภายในเวลา 9 วัน   

 

กับเพื่อนเรานั้นไม่กระไรนัก แต่กับข่าวลือความเชื่อแบบงมงายที่เพื่อนต้องประสบและเล่าให้ฟังนั้นสิ  ขอบอกว่า ช่างเข้าใจคิดกันเข้าไป 

 

แต่ก็ยังดีที่ไม่ถูกปล่อยให้อเมซซิ่งนาน เพราะที่ไทยรัฐฉบับตีห้าเช้าวันนี้ มีถึง 2 คอลัมน์ที่คุยถึงที่มาที่ไปของเรื่องนี้ …

 

 

 Photobucket

 

 

ลักษณะเทือกเขาตะนาวศรีมีความสูงตระหง่านคล้ายตึกสูงทั้งหลายในเมือง ทางด้านชายแดนติดพม่าจะเป็นหน้าผา

 

สันเขาที่นี่จะไล่ระดับความสูงไปตั้งแต่ 600…700…800…1,200…2,300…2,400… 2,500 เมตร

 

โดยที่ความสูงระดับ 1,500 เมตร ชาวกะหร่างที่อาศัยอยู่ในแถบนี้จะเรียกว่า เขาพระพวง หรือ เขาลมดูดหรือ เขาอาถรรพ์ หากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จะเรียกว่า ยอดเขางะงัน

 

เวลาที่มีลมมรสุมพัดเข้ามาทางด้านทะเลอันดามัน มาปะทะหน้าผาเข้า ลมก็จะม้วนตัวมุดลงใต้บ้าง ม้วนขึ้นเป็นวงกลมบ้าง… อย่างรวดเร็วและรุนแรง

 

ก่อให้เกิดเสียงดังเขย่าประสาทครื้นๆต่อเนื่องตลอดเวลา จนไม่ค่อยจะมีใครอยากย่างกรายเข้าไปเดินในป่าแถบนั้นนัก ทั้งนี้สภาพภูมิประเทศที่มีฝนตกอยู่ตลอดเวลา อากาศที่เย็นยะเยือกจนถึงหนาวจัด ว่ากันว่าในตอนกลางคืนต่ำกว่า 10 องศา ก็มีส่วนสนับสนุนด้วย

 

ส่วนชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นเชื่อสนิทว่าเสียงลมปะทะหน้าผานั้นคือเสียงจากสิ่งอาถรรพ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในผืนป่า

 

ที่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับแรงอาฆาตของชุมชนกะเหรี่ยงเก่าแก่เหนือบ้านบางกลอยบน ซึ่งอาศัยอยู่ในบริเวณนี้มายาวนานกว่า 100 ปีแล้ว

 

 

Photobucket

 

 

โดย ปู่คออี๋…ผู้นำจิตวิญญาณที่มีวิชาอาคมแกร่งกล้าจนได้ชื่อว่าเป็นจอมขมังเวทแห่งเทือกเขาตะนาวศรีมีชื่อเสียงโด่งดังไปใน 4 จังหวัด…กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์…ได้กล่าวว่า ผืนป่าตามแนวเทือกเขาตะนาวศรีนั้นมีชีวิต มีจิตวิญญาณ ถือว่าลมและฝนเป็นต้นกำเนิดของชาวกะเหรี่ยง ใครที่เข้ามาลบหลู่จะต้องมีอันเป็นไป การแก้ไขจะต้องให้ผู้ที่มีเชื้อสายกะเหรี่ยงดั้งเดิมโดยตรงเท่านั้นเข้าไปทำพิธีขอขมา



 

ทุกวันนี้ชาวกะเหรี่ยง แม้จะหันไปนับถือศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ เป็นจำนวนไม่น้อยแล้ว แต่ความเชื่อความนับถือศรัทธาต่อผีเจ้าที่ ผีบรรพบุรุษ และผีต่างๆที่สิงสถิตอยู่ตามป่าเขา ลำน้ำ ในไร่ และในหมู่บ้าน ก็ยังคงสืบต่อกันตามประเพณีดั้งเดิม ดังนั้นเวลาที่จะต้องเข้าป่า พวกเขาจะยังคงยกมือไหว้บอกกล่าวแก่เจ้าพ่อเจ้าแม่เป็นการขอสมาลาโทษทั้งขาเข้าและขาออก

 

 

 

Photobucket

 

 

ปล. 

 

กะเหรี่ยงเป็นชนเผ่าหนึ่งที่หลบหนีการถูกไล่ล่าขึ้นไปอยู่บนภูเขา

 

กะเหรี่ยงมักเลือกอยู่ตามไหล่เขา ไม่ไกลจากแหล่งน้ำลำธารมากนัก

 

ในขณะที่กะหร่างมักเลือกตั้งบ้านเรือนอยู่ริมลำธารใหญ่ ทำนา ทำไร่ เลี้ยงหมู เป็ด ไก่

 

กะหร่างมีทุกอย่างเหมือนกะเหรี่ยง จึงถูกเรียกอีกชื่อว่า กะเหรี่ยงบ้าน

ความแตกต่างระหว่างกะเหรี่ยงและกะหร่าง ให้ดูที่เสื้อ ถ้าเป็นกะเหรี่ยงเสื้อสั้นแค่เอว ถ้าเป็นกะหร่าง เสื้อยาวถึงครึ่งขา

ความแตกต่างข้อต่อมา กะเหรี่ยงไม่กินเหล้า ใครเอาเข้าบ้านถือว่าผิดผี นิสัยโดยทั่วไปไม่ขยัน ส่วนกะหร่างชอบเหล้า ฝึกให้กินเก่งตั้งแต่เด็ก แต่ทำมาหากินขยันขันแข็งกว่ากะเหรี่ยง หากโดยรวม วิถีชีวิตกะเหรี่ยงและกะหร่าง ไม่แตกต่างกันเลย…

แขกไปถึงบ้าน เจ้าบ้านจะรีบจัดหาอาหารให้แขกกิน เวลาแขกก้าวขึ้นบ้าน ถ้าบังเอิญเหยียบบันไดหัก เจ้าบ้านต้องเสียเงิน 6 บาท เป็นค่าทำขวัญให้แขก เพราะถือว่าแขกนำลาภมาให้

แต่เมื่อแขกกลับ เหยียบบันไดบ้านหัก แขกต้องเสียเงินให้เจ้าบ้าน 6 บาท เพราะถือว่านำลาภจากบ้านไปหมด

ถ้าแขกกระโดดจากบ้าน หรือทำมีด ปืน เงินทองของมีค่าหล่นไว้ในบ้าน ต้องถือเป็นสมบัติของเจ้าบ้าน หากต้องการได้คืนก็ต้องหาเงินไปไถ่

การอาบน้ำในแม่น้ำลำธาร ชายใช้ของปกปิดนิดหน่อย ส่วนหญิงถอดซิ่นไว้บนฝั่ง แล้วค่อยๆหย่อนตัวลงน้ำ เลิกเสื้อยาวขึ้นไปจนตัวมิดน้ำ เอาเสื้อโพกหัว อาบน้ำเสร็จก็ค่อยๆเอาเสื้อลงทีละน้อยจนกระทั่งถึงฝั่ง

วันเทศกาล เช่น สงกรานต์หรือสารท ก็จะมีการเล่นดนตรีและฟ้อนรำ หญิงชายร้องเพลงแก้กันคนละสี่วรรค คลอเสียงแคนและซอ ท่วงท่ารำฟ้อนคล้ายไปทางพม่า เรียกว่า ตง

 

เลข 7ชาวกะเหรี่ยงถือว่าเป็นเลขอาถรรพ์ หากเขียนกลับหัวจะตรงกับภาษาชาวกะเหรี่ยงที่หมายถึงความตาย

 

นอกจากนี้ชาวกะเหรี่ยงมีความเชื่อในเรื่องขวัญประจำตัวของแต่ละคนที่มีอยู่ทั้งหมด 32 ขวัญ เช่น ขวัญที่ศีรษะ โดยขวัญต่างๆนั้นจะละทิ้งไปก็ต่อเมื่อคนนั้นได้ตายไปแล้ว และเชื่อกันว่าขวัญชอบที่จะหนีไปท่องเที่ยวตามความต้องการ และก็อาจถูกผีร้ายต่างๆทำร้าย กักตัวไว้ แล้วจะทำให้ผู้นั้นล้มป่วย

 

 

 

ที่มา

 

http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/189145

 

http://www.thairath.co.th/column/pol/chuckthong/189154

 

 

No Comments

  1. เรย์ says:

    กะเหรี่ยงนะหรืออนุรักษ์ป่า ลองเดินป่าขึ้นไปดูหลายๆที่สิ แถวตะเพินคี่ก็ได้ ภูเขาโล้นทั้งลูกเลย

  2. septimus says:

    —–
    ปฏิบัติการขับไล่กะเหรี่ยงดั้งเดิม
    ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2539 บังคับให้ชาวกะเหรี่ยงออกจากบ้านบางกลอยบน และบ้านพุระกำ (ใจแผ่นดิน) จำนวน 57 ครอบครัว 391 คน มาอยู่ที่บ้านบางกลอยล่าง หมู่ที่ 1 และบ้านโป่งลึก หมู่ที่2 ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
    ครั้งที่ 2 25-28 เมษายน 2553 ผลักดันและขับไล่ชาวกะเหรี่ยงที่บริเวณใจแผ่นดิน-พรระกำและบางกลอยบนอีก 12 จุด
    ครั้งที่ 3 12-13 มิถุนายน 2553 และ 19-23 สิงหาคม 2553 ดำเนินการเผาบ้าน ยุ้งข้าว และสิ่งปลูกสร้างของชาวกะเหรี่ยง
    ครั้งที่ 4 5-9 พฤษภาคม 2554 เผาและทำลายบ้าน ยุ้งข้าวชาวกะเหรี่ยง จำนวน 98 หลัง ยึดทรัพย์สินชาวกะเหรี่ยง อาทิ เคียว ขวานเงิน สร้อยลูกปัด กำไลข้อมือ บริเวณพุระกำ (ใจแผ่นดิน)และบางกลอยบน
    ครั้งที่ 5 23-26 มิถุนายน 2554 เผาและทำลายบ้าน ยุ้งข้าวชาวกะเหรี่ยง 21 หลัง ใน 14 จุด ยึดทรัพย์สิน อาทิ มีด แห เคียว เกลือ ดนตรีชาวกะเหรี่ยง (เตหน่า)
    ครั้งที่ 6 11-14 กรกฎาคม 2554 ปฏิบัติการของทหารนำมาสู่เฮลิคอปเตอร์ตก จำนวน 1 ลำ ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2554 และอีก 2 ลำ ตกตามมา ทำให้สูญเสียเจ้าหน้าที่และนักข่าว รวม 17 คน

    ปฏิบัติการทั้งหมดนำโดย นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเป็นผู้สั่งให้เผาทำลายบ้านและยุ้งข้าวของชาวกะเหรี่ยง จำนวนกว่า 100 หลัง
    ปัจจุบันชาวบ้าน 20 ครอบครัว ราว 100 คนได้เดินเท้าเข้ามาอยู่กับญาติพี่น้องที่บ้านโป่งลึก และบางกลอยล่าง ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
    หลายครอบครัวมีเหรียญชาวเขาที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่ เมื่อมีการเดินสำรวจชาวเขาครั้งแรก ในปีพ.ศ.2512-2513 เพื่อเป็นหลักฐานแสดงว่าเป็นชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่ได้รับการสำรวจแล้ว
    เกือบทั้งหมดมีทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน หรือทะเบียนราษฎรชาวเขา (ทร.ชข.)ซึ่งเดินสำรวจโดยศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2531 ซึ่งยืนยันสถานที่เกิดว่าชาวกะเหรี่ยงเหล่านี้เป็นเผ่ากะเหรี่ยงเหล่านี้เกิดในประเทศไทย ไม่ได้อพยพมาจากต่างประเทศ ที่มีอายุมากที่สุดคือนายโคอิ หรือคออี้ เกิดที่นี่(แก่งกระจาน เพชรบุรี) ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2454 ปัจจุบันอายุ 100 ปีแล้ว

    ——

    ความคิดเห็นที่ 2
    พญาไฟสีเทา วันที่ : 20/08/2011 เวลา : 13.19 น.

    แถวบ้านเราเมื่อก่อนก็เป็นหมู่บ้านกะเหรี่ยงเก่า…แต่ปัจจุบันพวกเขาหายไปไหนหมด…ฤ เขาหลบหนีความศิวิไลซ์ ไปหาถิ่นอาศัยที่สงบและสัญโดษ

    ชื่อ “.ด่านทับตะโก.” ที่ผมได้ค้นคว้านั้นปรากฏในเอกสารทางราชการครั้งแรกเมื่อ เมื่อปี พ.ศ.2416 ครับ

    เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ ภายหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงลาผนวชแล้ว ปลายปีนั้นพระองค์ได้เสด็จมายังเมือง ราชบุรีโดยทางเรือ ได้เสด็จผ่าน จอมบึง จากนั้นได้เสด็จมายัง หมู่บ้านกะเหรี่ยง ริมลำน้ำภาชี ดังมีพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดังนี้

    ..ทับตะโกพฤษาชาติขึ้น สูงรหง
    เซ็งแซ่เสียงบุหรง ร่ำร้อง
    นางเก้งกระบือดง ทรายคึกกทิงนา
    เสียงพยัคฆ์คำรนก้อง ปีบเปรี้ยงรงมไพร..

    ..ค่ายใหญ่อยู่ใกล้ท่า นที
    ลำแม่ภาชีมี ชื่ออ้าง
    น้ำใสสนิทดี ดูดุจกรองนา
    นึกระกำยามร้าง ถูกร้อนฤาเย็น…
    หมายเหตุ..
    ที่มา นิราศเมืองกาญจนบุรี

    …นองเนื่องกะเหรี่ยงทั้ง หญิงชาย
    บ่าแบกของถวาย อยู่ซร้อง
    โอ้อวดประกวดกาย ตามเพศเขานา
    เมียลูกหลานพี่น้อง บ่าวข้าหญิงชาย..

    พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 ในความคิดเห็นที่ 2 และ 3
    บอกให้เรารู้ว่า ร.5 ได้เสด็จมาประทับแรมที่ริมลำน้ำ ภาชี และ มีชาวกะเหรี่ยงมาเฝ้ารับเสด็จโดยนำสิ่งของมาถวาย ในบรรทัดสุดท้าย ข้อความว่า(.บ่าวข้า.)หญิงชาย บอกให้เรารู้ว่าในการรับเสด็จ ร.5 ของชาวกะเหรี่ยงครั้งนี้มี..ผู้นำ..มาด้วยพร้อมกับลูกเมีย และ บริวาร.บ่าวข้า ..หญิงชาย..สัญนิษฐานว่าผู้นำกะเหรี่ยงที่มารับเสด็จคงจะเป็นนายด่าน ..ด่านทับตะโก..
    ในปัจจุบันนี้ยังมีร่อยรอยของหมู่บ้านกะเหรี่ยงหลงเหลืออยู่ ที่เรียกว่า..บ้านเก่ากะเหรี่ยง..อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้าน ตลาด ด่านทับตะโกในปัจจุบัน อยู่ทางฝากฝั่งตะวันตกของ ลำน้ำภาชี ครับ โดยข้ามสะพาน ข้ามลำน้ำภาชี ที่อยู่ใกล้กับ ปั้มน้ำมัน ซ้ายมือในเขตเทศบาลตำบล ด่านทับตะโกครับ..

    ที่มา ข้อมูลของวุฒิ บุญเลิศ

    ———

    ความคิดเห็นที่ 19
    tengpong วันที่ : 20/08/2011 เวลา : 22.45 น.

    ความคิดเห็นที่ 8 และ 17
    backpacker4x4

    ๑.ถ้าคุณรู้จักเจ้าของเรื่องคุณจะรู้ว่าเขาเดินป่ามานานแล้ว นานก่อนทีคุณจะรู้จักสะพายเป้ไปโรงเรียน ก่อนสะพายเป้เที่ยวด้วยซ่ำ
    โดยเฉพาะป่าในจังหวัดแถบภาคกลางทุกจังหวัด และภาพถ่ายของเขา อุทยานแห่งชาติหลายแห่งก็เอาไปทำแผ่นพับสำหรับปชส.ให้นักท่องเที่ยว อย่างคุณได้รู้เรื่อง
    ดังนั้นหากรู้ไม่จริง ก็อย่าเดาแบบเข้าข้างตัวเองว่าเขา “เพิ่งเข้าไปในพื้นที่ไม่นาน” พึงจำไว้ว่า “พูดเฉพาะที่รู้ และอย่าพูดในสิ่งที่ไม่รู้” เพราะสิ่งที่พูดมันจะแสดงปัญญาของผู้นั้นด้วย
    ๒.พรบ.อุทยานแห่งชาติออกมาเมื่อปี ๒๕๐๔ (ตอนนั้นคุณยังไม่เกิดหรอก) แต่ชาวกะเหรี่ยงเขาอยุ่ที่นั่นกันมาก่อนนานแล้ว ลองไปถามชาวบ้านแถวลำน้ำภาชี เพื่อประดับความรุ้บ้างก็ดีนะครับ หรือว่าได้แต่ยืนac ถ่ายรูปทำเท่ห์ไปงั้น แต่ไม่เคยเดินทางไปสัมผัส เมื่อจะเป็นชาวบ้าน หรือชาวกะเหรี่ยง หากอยู่มาก่อน และพิสูจน์ทราบว่าเป็นคนไทย แล้วทำไมไม่ใช้กฏหมายเดียวกัน….
    ๓.หากคุณเป็นคนเดินทางท่องเี่ที่ยวด้วยวิถีไพร มากกว่าวิถีไพร่ คุณจะรู้ดีว่า ไม่มีชาวเขาเผ่าพันธุ์ใดที่มีวิถีที่อยู่คู่กับป่าและอนุรักษ์ป่าได้ดีไปกว่าวิถีแห่งชาวกะเหรี่ยง….คุณควรเคารพเขาด้วยซ้ำไปในฐานะคนปลายน้ำ
    ๔.ไม่มีใครตำหนิทหารที่เสียชีวิตจากฮ.ตก เพราะเขาก็ทำตามหน้าที่ แต่หน้าที่นั้น มันมีต้นเหตุที่สรุปอย่างถูกต้องเป็ฯธรรมแล้วหรือไม่ มันออกมาจากคำสั่งที่รู้แจ้งเห็นจริงอย่างไร เป็นธรรมกับชาวกะเหรี่ยงหรือไม่ คุณก็ตอบไม่ได้ เพราะคุณไม่เคยเข้าไปไกลเกินกว่า จุดชมวิว เขาพะเนินทุ่ง หรืออาจจะไม่เคยไปเหยียบที่นั่นเลยก็ได้
    ๕.จริงๆผมไม่อยากวิจารณ์คุณเท่าไหร่ เพราะขี้เกียจเห็นการเอาข้างเข้าถู มาตั้งแต่เรื่องการแต่งเพลงของคุณดี้ แล้ว ..

  3. septimus says:

    :)))

    หมู่เปิ้นสวยกันตามธรรมชาติเนาะท่านปู่เนาะ

  4. septimus says:

    พอดีเรื่องนี้เพื่อนพี่เค้าคุยข้ามมาคะเพราะเหตุที่ลือกันอย่างโน้นอย่างนี้จนมันรำคาญ พี่ก็เลยชักอยากจะรู้ว่าเพราะไรกันแน่ ก็พอดีทางไทยรัฐเค้ามีเขียนเรื่องนี้พอดี ทุกอย่างรู้สึกจะมาในเวลาเดียวกันพอดีคะlol…

    55555…เลิฟค้า พี่ก็โด้นนนค่า
    อย่างตอนนี้ พี่พยายามตอบเม้นท์อย่างสุดความสามารถคะ ถ้าเลิฟสังเกตที่เวลาจะเห็นว่ามันโดดๆ เหมือนๆพี่ตอบแล้วแว๊บบปายหนายยไงงั้นคะ หากความจริง กลไกเค้าคงเปลี่ยนให้เพื่อนท่านอื่นเข้าบล็อกบ้างคะ(เก้าอี้ดนตรี ฮ่า เพิ่งนึกออกคะเลิฟ) แต่ตอนนี้ก็ฉลุยอีกทีแล้วคะ(ตอบเม้นท์นี้ของเลิฟเป็นหนที่2คะ หนแรก พอจิ้มส่งปุ๊บ หายเกลี้้ยงเลยคะ) คิดว่าเดี๋ยวจะไปบล็อกเลิฟด้วย น่าจะเข้าได้คะ ความจริงเป็นอย่างนี้ก็หนุกดีเนอะเลิฟ ว่าป่ะ

    ขอบคุณเลิฟมากมายคะที่พยายามเข้ามาส่งเมสเสจพี่ แต๊งค์หลายๆคะ
    สุขสันต์วันหยุดและวันเงินเดือนออกคะ เทคแคร์เลิฟ xx ^^&

  5. septimus says:

    :))))

    ขอบคุณมากค่ะคุณนก ขวัญข้าเจ้ากลับมาพลันค่ะ

  6. septimus says:

    That’s my pleasure ka luv

    xx :))))

  7. septimus says:

    55555+
    คุณพี่ตลกจัง ยอมให้เค้าง่ายๆเลยเหรอค้า เดี๋ยวป่าหมดนาคุณพี่นา ไม่รู้บ้านหลังหนึ่งจะบันไดหักบ่อยขนาดไหนเนอะคะ :))))

    ด้วยความยินดีคะคุณพี่ ข้าเจ้าก็อึ้งไปนานเหมือนกันค่ะ โดยเฉพาะลำที่ ๓ … รัวเกินไปคะ

    วันนั้นข้าเจ้าอารมณ์ประมาณอยากเข้าใจอยากมีเหตุผลให้มากกว่าคำลือที่เพื่อนเล่าคะ

    xxx

  8. normally says:

    สวยทั้งกะเหรี่ยงกะหร่างเนอะ

  9. rapeseed says:

    สวัสดีคะพี่ลัฟ บล็อกพี่ลัฟทันเหตุการณ์เสมอ เมื่อวานพยายามเข้าหลายครั้ง รวมทั้งเช้านี้ด้วย เข้าไม่ได้เลย ป้อมปราการและระบบความปลอดภัยเอ็มบล็อกเข้าไม่ได้เลย อิอิ สุขสันต์วันเงินเดือนออกคะ และวันหยุดนะคะ xx

  10. nokhasee says:

    ขวัญเอ๊ยขวัญมานะคะ คุณseptimus

  11. rapeseed says:

    Thx for ur informative entry again ka P Love xx

  12. athenaz says:

    เขาลมดูด ดุขนาดนี้ ก็ปล่อยให้พวกเขาสะสมเงินค่าทำบันไดหักไปเถาะค่า .. (555)
    ให้เพื่อนกะเกรี่ยง เพื่อนกะหร่างเยี่ยมเยียนกันเอง พี่ไทยไม่ข้ามไปแล้ว
    อย่าตัดป่าไปซ่อมบันไดล่ะ..ขอบอก


    this tragedy makes me grief to the loss of lives..
    thanks for the story from Thairath ka sept.

    xxx

Leave a Reply