septimus' blog

การกินการอยู่

Photobucket

 

เดี๋ยวนี้ใครๆก็ทราบดีว่า การป้องกัน เป็นหัวใจของการดูแลสุขภาพตนเอง

 

ดังที่ผู้เริ่มส่งเมลล์นี้เกริ่นมาว่า…หัวจรดเท้ารักษาเองได้ก่อนไปหาหมอ

 

ตามด้วยชี้แนะแจกแจงการกินอาหารตามอาการของโรคได้ ๒๓ โรคด้วยกัน…

 

.

Photobucket           

 

๑. ไขมันในเลือดสูง

 

แทนที่จะหายามากินให้ปวดหัว ตับพัง

ก็หากระเทียมสดมากินสักวันละ ๑๐ กลีบกับกินหอมหัวใหญ่สดวันละครึ่งหัว

 

 

 

Photobucket

 

 

 

๒. ปวดหัว

 

ให้หาผักคะน้าหรือปวยเล้ง (แมกนีเซียม) กินวันละ ๕ ขีด

และกินปลาทูอีกวันละ ๒ ตัว (น้ำมันปลาลดการอักเสบได้) หรือจะชงโกโก้กินหน่อยก็ช่วยได้ค่ะ

 

 

๓. เป็นหวัด ไอ จามบ่อย

 

ให้หมั่นแปรงลิ้นและกินกระเทียม หอม พริกให้มากเข้าไว้

 

 

Photobucket

 

 

 

๔. ภูมิแพ้

 

แค่กินฝรั่งวันละ ๕ ชิ้นกับเมล็ดฟักทองวันละ ๑ กำมือ (สังกะสี)

 

 

๕. แพ้ฝุ่นละออง ไรฝุ่น

 

หาโยเกิร์ตแบบรสธรรมชาติและนมเปรี้ยวไม่หวานจัดมากิน

 

 

Photobucket

 

 

 

๖.โรคหืดหอบ ไอเรื้อรัง

 

กินต้มยำไก่ กินหัวหอมใหญ่ หอมแดง ต้นหอมและเอาหอมซุกไว้ใต้หมอน

 

 

๗. นอนไม่หลับ

 

ตักน้ำผึ้งกินก่อนนอนสักวันละ  ๒ ช้อนโต๊ะ ถ้าหาน้ำผึ้งไม่ได้ใช้น้ำตาลทราย ๒ ช้อนโต๊ะแทน

ถ้าอยากให้หลับสบายเพิ่มเติมขี้เหล็กและมะรุมเข้าไปหน่อย

 

 

Photobucket

 

 

 

๘. ไขข้ออักเสบ

 

หาปลาเนื้อมันกินวันละ ๒ ขีด

เช่นปลาทู ปลาสวาย ปลาแซลม่อน ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่าหรือแม้แต่ปลากระป๋อง

 

 

๙. กระเพาะปัสสาวะอักเสบบ่อย

 

ให้กินน้ำกระเจี๊ยบไม่หวานจัดวันละ ๓ มื้อ หรือน้ำแครนเบอรี่ของฝรั่งในปริมาณเท่ากัน

( เปรี้ยวจัดมาก)

 

 

 

Photobucket

 

 

 

๑๐. ท้องอืด แก๊สมาก

 

ให้กินกล้วยหักมุกปิ้งหรือขิงบ่อย ๆ

 

 

๑๑. ท้องผูก

 

ชงน้ำผึ้งดื่มวันละ ๓ ช้อนโต๊ะและให้กินน้ำมะขามต้มติดเนื้อมาก เช้า เย็น

 

 

 

Photobucket

 

 

๑๒. โรคกระเพาะอาหาร

 

หากล้วยหักมุกปิ้งกิน กินกล้วยหรือกินผักกระ หล่ำปลีให้มาก

 

๑๓. เวียนหัว คลื่นไส้ง่าย

 

ให้หาอาหารทำจากขิงรับประทาน เช่น ปลาผัดขิง ไก่ผัดขิง น้ำขิง ชาขิงหรือเต้าฮวย

 

 

 

Photobucket

 

 

 

 

๑๔. วัยทอง วูบวาบ อารมณ์ปรวน

 

ให้กินปลาทูน่าให้มากและกินเต้าหู้เหลืองวันละ ๑ แผ่น

ถ้ากินเต้าหู้แล้วเบื่อให้สลับกับถั่วลิสงวันละ ๑ กำมือก็ได้

 

๑๕. หงุดหงิดง่าย

 

ให้กินอาหารร่าเริง คือ ข้าวเหนียวดำ ข้าวโพด กลอย กล้วยหอมและปลาทูน่า

 

 

 

Photobucket

 

 

 

 

๑๖. กระดูกพรุน

 

ให้กินงาดำวันละ ๔ ช้อนโต๊ะ (ได้แคลเซียมเท่ากับเม็ดใหญ่)

มะม่วงจิ้มกะปิและสับปะรดซึ่งมีธาตุสมานกระดูดอยู่มาก (แมงกานีส)

 

 

๑๗. ความจำไม่ดี

 

ให้กินปลาทูวันละ ๒ ขีด หอยแครงและหอยนางรมซึ่งมีธาตุสังกะสีช่วยสมองได้

 

 

 

Photobucket

 

 

 

๑๘. มะเร็งเต้านม

 

ให้กินบร็อคโคลีหรือคะน้าวันละ ๕ ขีด

 

 

๑๙. มะเร็งปอดทางเดินหายใจ

 

ให้กินเสาวรส  ฝรั่ง  ส้ม  มะนาว  มะขามป้อม  มะละกอ  มะม่วง ให้มาก

เพราะวิตามินซีช่วยสมานหลอดเลือดในปอดได้ดี แต่ต้องระวังวิตามินเอโดยเฉพาะผู่ที่ยังสูบบุหรี่อยู่

 

 

 

Photobucket

 

 

 

๒๐. ท้องเสีย ลำไส้แปรปรวน

 

กินแอปเปิ้ลเขียววันละ ๑-๒ ผล หรือน้ำแอปเปิ้ลเขียวปั่นทั้งกาก จะเป็นการล้างพิษในตัวด้วย

 

 

๒๑. เจ็บอก โรคหัวใจ หลอดเลือดตีบ

 

กินปลาทะเล  น้ำมันมะกอกเอ็กซ์ตร้าเวอร์จิน  ผลอโวคาโด

เพราะเหล่านี้มีไขมันดีไปช่วยขับตะกรันน้ำมันเก่าออก

ถ้าชอบดื่มชาให้หาชาเขียวสดมาชงดื่มเองวันละถ้วย

 

 

๒๒. ความดันสูง

 

ต้องตัดบุหรี่และอาหารเค็ม

ลองหาข้าวโอ๊ตไม่ขัดสีมากินและผักขึ้นฉ่ายสดหรือปั่นก็ได้ จะช่วยคุมความดันให้ดีขึ้น

 

 

 

Photobucket

 

 

 

๒๓. เบาหวานถามหา

 

ให้เลี่ยงแป้งกับน้ำตาลและกินผักเขียวจัดอย่างคะน้า  บร็อคโคลี  ผักโขมให้มาก 

ถ้าอยากหวานให้กินส้มโอและฝรั่งเพราะมีน้ำตาลอยู่น้อยมาก

 

 

Photobucket

 

 

 

Thank you so much ka:-

 

คุณ sontaya, subjectFW: ส่งต่อ: โรงพยาบาลธรรมชาติ (ส่งต่อได้บุญนะ)

 

คุณ น้อยโหน่ง, subjectFW: ตัดแต่งต้นไม้ ขั้นเทพ

 

 

 

No Comments

  1. rapeseed says:

    My Love Sis ka,

    Where have you been ka ? I miss u jing jing na ka…nice pictures ka and very informative ka. Thx for sharing..good night ka.oh nice song too.xx

  2. nokhasee says:

    อาหารแบบไทยแท้นี่แหละค่ะมีคุณค่าและประโยชน์ยิ่งนัก สมัยนี้นิยมแต่จานด่วนเสมอ..ก็อาจะเป็นเพราะความเร่งรีบในชีวิตนะคะ..สบายดีนะคะคุณseptimus ภาพประกอบน่ารักจังเลยค่ะ

  3. athenaz says:

    hello.. I’ m back ka dear sis..

    Thanks for along and informative health info..some is new for me..

    miss u ka ^^

    lady of thousand years.. ^^
    xxx :))

  4. athenaz says:

    Let me have a read ka..
    however..I wannna be lady of thousand year..let’s try 5555 ^^
    xxx

  5. ana123 says:

    Thanks for good info .. for better health kaa..

    :)))

  6. alphabet says:

    ภาพประกอบที่ไหนหรือคะ
    สวยจังเลย 🙂

  7. septimus says:

    เมื่อวานเราเขียนบล็อกเสร็จก็ทำสวนเพราะอากาศวิปริต จู่ๆก็มีลมร้อนจากทะเลทรายพัดมาเฉยเลยเริ่มมาตั้งแต่วันเสาร์ เราก็เลยฉวยตัดแต่งและเล็มสวนซะเลย สนุกและเพลินมากๆล่ะคุณไผ่

    ฮ่ะๆๆ………ถามได้คุณไผ่ ก็ทำด้านที่ให้ผลคุ้มค่าสิที่รัก กร๊ากก…………

    ชีวิตที่นี่ก็สุขสบายดีจ้าเสียแต่อยู่ไกลจากคนที่เรารักมากที่สุดในชีวิตเท่านั้นเอง คุณไผ่โชคดีได้อยู่ใกล้ชิด ตักตวงความสุขตรงนี้ไว้เน้อ เพื่อน…เราขอบอก..

    ใช่แย้ว ตอนนี้ทางนี้ยังเป็นหน้าหนาวอยู่
    คุณไผ่ก็เหมือนกันน๊า ดูแลกายใจตัวเองดีๆน๊า…

    see you around ja…

    *__^

  8. septimus says:

    หวัดดีจ้าคุณไผ่

    ธ่อ ถามได้ ดูดิ่ ไม่ดูได้ไง พลาดไปต้องรออีกตั้ง ๔ ปีเชียวนา..

    ดีจังที่บล็อกเราวันนี้มีข้อมูลที่คุณไผ่อยากได้พอดี ยังไงก็ดูแลตัวเองกับสมาชิกทุกคนที่บ้านให้ดีน๊า แล้วรพ.ประจำหมู่บ้านไปถึงไหนแล้ว คุณไผ่ได้ช่วยอะไรบ้างรึเปล่า หรือว่าบ่มีเวลาจ๊ะ..

    ^^

  9. septimus says:

    ศูนย์ข้อมูล
    สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

  10. septimus says:

    ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์

    1. ทุกๆคนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย
    เซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล(1,000,000,000 เซล)
    เมื่อแพทย์บอกว่า
    ไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษาแล้ว
    มันหมายถึงว่า ระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้

    เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่มากพอจนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น

    2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึง มากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง

    3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ
    เซลมะเร็งจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัว และกลายเป็นเนื้องอก

    4. เมื่อใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการ

    เกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต

    5. เพื่อเอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการ

    เกี่ยวกับโภชนาการการเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหาร
    รวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น

    6. การทำคีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
    แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก
    ทำลายระบบทางเดินอาหารฯลฯ และ

    เป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ

    7. การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้เป็นแผลเป็น และ
    ทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ

    8. การบำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ
    อย่างไรก็ตาม
    ถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก

    9. เมื่อร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป
    ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง
    ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิด และ

    ทำให้โรคมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

    10. การทำคีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา
    และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย

    11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง
    คือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว

    อะไร คือ อาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง

    a. น้ำตาล คือ อาหารของมะเร็ง
    การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลมะเร็ง สาร
    ทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น “” นิวตร้าสวีต “” “” อีควล “” “” สปูนฟูล “” ฯลฯ
    ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือน้ำผึ้งมานูคา
    (จากนิวซีแลนด์) หรือ
    น้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆเท่านั้น เกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว
    ควรหันไปเลือกใช้ “”
    แบรก อมิโน “” หรือเกลือทะเลแทน

    b. นมเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร
    เซลมะเร็งจะได้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก

    การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม จะทำให้เซลมะเร็งไม่ได้รับอาหาร

    c. เซลมะเร็งเติบโตได้ดี ในภาวะแดล้อมที่เป็นกรด
    อาหารจำพวกเนื้อ จะสร้างสภาวะกรดขึ้น ดังนั้น
    จึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู
    ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่
    ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง

    d. อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ด
    ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้
    จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก 20%
    อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว
    น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลภายใน 15นาที

    เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี
    เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี
    ให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน)
    และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้ง
    ต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F ( ประมาณ 40 องศา C)

    e. ให้หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำชา และช๊อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง
    ชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง

    น้ำดื่ม ให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์
    หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา

    น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด ให้หลีกเลี่ยง

    12. โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย
    เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความเป็นพิษมากขึ้น

    13. ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้
    การงดหรือการรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอ

    มาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็ง
    และช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น

    14. สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( สาร IP6 [inositolhexaphosphate หรือ phytic acid], สาร Flor-essence, สาร Essiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน ,เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ)
    เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆ
    เช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซล
    หรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซล
    ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลที่ถูกทำลาย
    ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป

    15. มะเร็งเป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ
    การป้องกันเชิงรุกและการคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำสงครามกับมะเร็ง….

    ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ

    จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น
    ให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย

    เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต

    16. เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก
    การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆจะช่วยให้ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับเซล
    การบำบัดด้วยอ๊อกซิเจนถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง

  11. korpai says:

    จะเขียนอะไรซักกะหน่อยเ
    ข้าบล็อคไม่ได้เลยเมื่อคืนนี้
    แต่เช้านี้โอเคมากเลยจ้าเซป
    เข้ามาตอนทำงานทุกเช้าเลยเหรอเซป
    ทำงานด้านไหนเนี่ย
    เป็นไงบ้างชีวิตที่นั่น
    อากาศยังเย็นอยู่ใช่ไหมดูแลตัวเองด้วยนะ

  12. korpai says:

    โห.เซ็ปที่รัก
    ฮ่าฮ่าฮ่า ยืมสำนวนมาจากเขามังกรหลับหน่อยนะ
    เราอ่านแล้วได้ความรู้เพียบเลย มีหลายอย่างที่เรากำลังต้องการอยู่เยอะมากเลย
    ทั้งพวกเหล็ก สังกะสี และเกี่ยวกับภูฒิแพ้
    เลือดจางหมอสั่งให้ทานเหล็กและผักสีเขียวมากมาย
    ขอบคุณมากข้อมูลเหล่านี้
    เป็นไงเมื่อคืนนี้ดูบอลเปล่าเราหลับรู้ตัวแต่ตื่นไม่ไหว
    ให้ใจสเปนมานานแล้ว
    เสียดายเยอรมันแต่ทำไงได้ล่ะ
    ถ้วยควรจะเป็นของผู้ที่เยี่ยมยอด และผลัดเปลี่ยนกันไปนะ ไม่ได้ดูสีสันวันปิดเกมส์ เมื่อคืนนี้บอกแม่ไว้ว่าจะเข้าไปนอนด้วย
    แต่พออาบน้ำเสร็จก็ขี้เกียจแล้ว
    จะหลับก่อนด้วยซ้ำไป
    ไม่ไหวเลย พอตื่นเช้ามาแม่บอกว่า
    มันส์มาก เซียนพอลเขย่าวงการ
    น่ารักเจงๆแปลกดีนะ

    Good day ja Sept.

  13. septimus says:

    สธ.ลุยพิชิตอ้วนเอวหนาพุงอืดโรคเรื้อรังเยือน

    นางพรรณสิริกล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์เจ็บป่วยของคนไทยในปี 2552 พบผู้ป่วยจาก 4 โรค คือ เบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังเข้ารักษาตัวใน รพ.ทั่วประเทศกว่า 2 ล้านราย มากที่สุดคือ โรคความดันโลหิตสูง มีกว่า 1 ล้านราย ในจำนวนนี้พบว่ากว่า 2 แสนรายเกิดโรคแทรกซ้อน ทั้งไตวาย อัมพาต โรคหัวใจ เนื่องจากดูแลควบคุมตัวเองไม่ดีพอ
    สาเหตุส่วนหนึ่งของการเกิดโรคเรื้อรังดังกล่าวมาจากปัญหาอ้วน จากข้อมูลกรมอนามัย ปี 2551 พบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศพบมีภาวะอ้วนลงพุง 22 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 3 ของคนทั้งประเทศ ในจำนวนนี้เป็นหญิง 14 ล้านคน และชาย 8 ล้านคน ซึ่งภาวะอ้วนลงพุงนี้วัดจากขนาดเส้นรอบเอว ผู้ชายต้องไม่เกิน 90 ซม. หรือ 36 นิ้ว ส่วนผู้หญิงไม่เกิน 80 ซม. หรือ 32 นิ้ว หากรอบเอวเกินกว่านี้ถือว่าเป็นโรคอ้วนลงพุง ซึ่งมีโอกาสเป็นโรคเบาหวานมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่า รอบเอวที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 5 ซม. จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน 3-5 เท่า แต่หากสามารถลดน้ำหนักได้ 5% ของน้ำหนักตัว ก็จะลดเนื้อเยื่อไขมันในช่องท้องได้ 30% สามารถลดความเสี่ยงการเสียชีวิตจากโรคเบาหวานได้ถึง 30% และหากลดน้ำหนักลงได้ 10% ของน้ำหนักตัว จะช่วยให้อายุยืนยาวได้อีก 6 ปี
    นางพรรณสิริกล่าวอีกว่า ในปี 2553 รมว.สธ.ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับกระทรวงมหาดไทย รณรงค์ให้ทุกจังหวัดเป็นจังหวัดไร้พุง มุ่งสู่สุขภาพดี ซึ่งจัดเป็นปีที่ 2 โดยให้ทุกจังหวัดใช้หลักปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3 อ. คือ กินอาหารที่มีไขมันน้อย ไม่หวาน ไม่มัน และไม่เค็ม เพิ่มการกินผักผลไม้สดให้ได้วันละ 4 ขีด ออกกำลังกายสม่ำเสมอวันละอย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ซึ่งจะช่วยให้มีอารมณ์แจ่มใส ไม่เครียด

  14. septimus says:

    การรักษาการแพทย์แบบผสมผสาน เทรนด์สุขภาพแนวใหม่มาแรง

    การแพทย์ผสมผสาน นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดอัตราการป่วยและเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลปิยะเวทจึงได้ตั้งสถาบันการแพทย์ผสมผสานตรัยยา เป็นสถาบันการแพทย์แบบผสมผสานที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์ด้านต่างๆ ทั้งการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนโบราณ หรือการรักษาแบบทางเลือกแห่งแรกในประเทศไทย ที่สามารถดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจด้วยการแพทย์ผสม ผสาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ป่วย และเกิด ผลข้างเคียงต่อระบบอื่นๆของร่างกายน้อยที่สุด

    ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ อายุรแพทย์ด้านโรคหัวใจแห่งสถาบันการแพทย์ผสมผสานตรัยยา เผยว่า สุขภาพที่ดีต้องเริ่มจากการมีหัวใจที่แข็งแรง ก่อน นอกจากการดูแลตนเองจากปัจจัยเสี่ยงขั้นต้นด้วยตนเองแล้ว การเข้ารับตรวจวินิจฉัยเบื้องต้นเพื่อประเมินความเสี่ยง ก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การตรวจเช็กสุขภาพหัวใจอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี ยังสามารถช่วยประเมินความเสี่ยงของอาการที่พบได้อย่างรวดเร็ว และวางแผน การรักษาได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับหัวใจ เพื่อชะลอการเกิดโรค ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รับประทานเนื้อปลาแทนเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงความเครียด ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติ ยังเป็นการลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

    ศ.นพ.นิธิบอกด้วยว่า ผู้ป่วยเมื่อได้รับการรักษาหายดีแล้ว ไม่มีใครที่อยากจะกลับมาเป็นอีก ในฐานะแพทย์จึงมีหน้าที่ช่วย ให้คนไข้แข็งแรงขึ้นกว่าตอนที่มา ด้วยวิธีการรักษาแบบผสมผสานการแพทย์สมัยใหม่ เข้ากับภูมิปัญญาบรรพบุรุษเพื่อคืนสมดุลให้ ชีวิต ซึ่งเป็นเทรนด์ สุขภาพแนวใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจกันอยู่ในขณะนี้ เป็นการปรับสมดุลสุขภาพของคนไข้ให้ใกล้เคียงกับการดำรงชีวิตของคนโดยปกติให้มากที่สุด เช่น เมื่อผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงและต้องกินยามาก จะแนะนำให้คนไข้รักษาด้วยการฝังเข็มและนั่งสมาธิ ซึ่งช่วยให้คนไข้สามารถควบคุมความดันโลหิตได้ ง่ายขึ้น และจะรับประทานยาน้อยลง เพื่อป้องกันผลข้างเคียงต่างๆของยา

    “เราเน้นการรักษาเพื่อรักษาสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ และสร้างภูมิคุ้มกันไม่ให้เกิดโรค นำศาสตร์ต่างๆทั้งในปัจจุบันและแผนโบราณเข้ามาร่วมรักษาและฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วย เน้นที่การป้องกันก่อนจะเกิดโรค หรือหากเกิดโรคแล้วก็จะมีทางเลือกในการรักษา

    ที่หลากหลายและครบถ้วน เช่น การฝังเข็ม แพทย์สะกดจิตบำบัดโรค อายุรเวทแบบอินเดีย การปรับอาหาร ไคโรแพรตติก ออกซิเจนเทอ-ราปี ธรรมชาติบำบัดล้างพิษ หรือการรักษาภาวะแพ้อาหารที่ซ่อนเร้นอยู่ ฯลฯ เป็นการรักษาแบบผสมผสานในรูปแบบต่างๆที่ไม่ต้องพึ่งยาเพียงอย่างเดียว” นพ.นิธิให้ข้อแนะนำในที่สุด

  15. septimus says:

    คอลัมน์ไลฟ์สไตล์July 12, 2010, 8:12am

    เอเชียเป็นเบาหวานหนักเพราะความนิยมกินอาหารแบบจานด่วน

    ผู้เชี่ยวชาญบอกเตือนว่า ความนิยมอาหารจานด่วนแบบตะวันตกที่กำลังเติบโตขึ้น กำลังโหมกระหน่ำโรคเบาหวานให้ลุกฮือขึ้นทั่วทวีปเอเชีย

    นักวิทยาศาสตร์ทั้งออสเตรเลียและเวียดนาม ได้ศึกษาพบว่าชาวนครโฮจิมินห์ เมืองหลวงของเวียดนาม ที่เป็นชาย มากถึงร้อยละ 11 และหญิง ร้อยละ 12 ต่างพากันเป็นโรคเบาหวานแบบที่ 2 โดยไม่รู้ตัวตามๆกัน

    ศาสตราจารย์เติน เหงียน แห่งสถานวิจัยทางการแพทย์การ์แวน ที่นครซิดนีย์ กล่าวว่า ชาวเวียดนามได้เปลี่ยนแบบนิสัยการกิน ในระยะเวลา 2-3 ปีมานี้ไปอย่างผิดหูผิดตา โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ตามเมืองต่างๆ หันมากินตามแบบอย่างตะวันตกกันมากขึ้น มีร้านอาหารจานด่วนอยู่เกือบทุกหัวระแหง และเสริมว่า “เหมือนกับผลการศึกษาแบบเดียวกันที่ทำในเมืองไทย”

    เขาสรุปว่า “เรารู้สึกเชื่อมั่นมากว่า เราอาจประมาณการจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏอยู่แล้วได้ว่า ผลก็คงเป็นเช่นเดียวกับส่วนอื่นของเอเชียอาคเนย์ ไม่ว่าจะที่มาเลเซีย สิงคโปร์ กัมพูชาและลาว

  16. septimus says:

    อาหารชะลอวัย
    โดย ทีมข่าวหน้าสตรี 10 กรกฎาคม 2553, 05:30 น

    กระเทียม เป็นเครื่องเทศคู่ครัวคนไทยมานานแสนนาน ขณะเดียวกัน ก็มีสรรพคุณเป็นยาที่มีคุณประโยชน์ อเนกอนันต์ด้วย ในกระเทียมมีสารอัลลิซิน ซึ่งเป็นต้นเหตุทำให้กระเทียมมีกลิ่นฉุน ช่วยฆ่าเชื้อ ป้องกันอาหารเป็นพิษและยังมีสารบางชนิดช่วยกระตุ้นฮอร์โมน สมรรถภาพทางเพศให้ดีขึ้น ทานกระเทียมแล้ว ร่างกายจะอุ่นขึ้น เนื่องจากเส้นเลือดฝอยขยายตัว การไหลเวียน ของเลือดสะดวกขึ้น และยังช่วยขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ ปรับสภาพ ลำไส้ บรรเทาหวัด ที่สำคัญช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือดได้ การกินกระเทียมสดวันละ 1-3 กลีบ จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ ป้องกันเลือดจับตัวเป็นลิ่ม ตัวการที่ก่อให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด

    ปลาทะเล อย่างเช่น ปลาแซลมอน, ปลาซาร์ดีน, ปลาแมคเคอเรลไปป์ และปลา ทูน่า มีกรดไขมัน โอเมก้า-3 ที่ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ช่วยการทำงานของระบบสมอง ลดความดันโลหิต และไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ เพิ่มระดับคอเลสเทอรอลดี และรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้ปกติ ปลาทะเลยังมีซีลีเนียม และโคเอนไซม์คิว-10 ที่ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ทำงานผิดปกติ มีสถิติพบว่า ทานปลาแมคเคอเรลไปป์วันละตัวจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตก เพราะช่วยให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นขึ้นไม่แข็งตัว การไหลเวียนของเลือดสะดวกขึ้น ป้องกันการอุดตันของเลือด

    เต้าหู้ มีโปรตีนสูงและย่อยง่าย มีการวิจัยพบว่า โปรตีนจากถั่วเหลืองช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลร้ายในเลือด และเพิ่มคอเลสเทอรอลดี ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ในถั่วเหลืองยังอุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ทั้งแคลเซียม, เหล็ก, สังกะสี และวิตามินบี ชา โดยเฉพาะชาเขียว ทำให้อายุยืนและช่วยชะลอความแก่ ขณะเดียวกันก็ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจ ช่วยลดคอเลสเทอรอล ต้านมะเร็ง และรักษาอนามัยในช่องปาก การจิบชาร้อนๆช่วยคืนความสดชื่น และเติมน้ำให้ร่างกาย สำหรับคนวัย 40 อัพ ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ เช่น น้ำอัดลม เพราะจะส่งผลให้กระเพาะลำไส้ดูดซึมไม่ได้ สูญเสียความสมดุลของน้ำในร่างกาย ถ้ากระหายน้ำขอให้เลือกดื่มชาร้อนๆ เพื่อคลายร้อนจะดีที่สุด

    ผักและผลไม้ การทานผักผลไม้เป็นประจำ รวมถึงธัญพืชและถั่วชนิดต่างๆ ช่วยให้เซลล์ร่างกายแข็งแรงขึ้น กล้ามเนื้อกระชับ ผิวหนังเต่งตึง และมีไฟเบอร์สูง ช่วยเรื่องการขับถ่าย โดยเฉพาะผักใบเขียวให้สรรพคุณทางยา เพราะอุดมด้วย เกลือแร่และวิตามินสารพัด ช่วยป้องกันโรคได้ คนที่ทานผักน้อยเกินไป ทำให้ฮีโมโกลบินไม่พอ หน้าซีด สมองขาดออกซิเจนและอ่อน เพลียง่าย อย่างไรก็ดี อย่าทานแต่ผักใบเขียว จนลืมทานผักตระกูลหัว เพราะผักตระกูลหัว มีเส้นใยอาหารมาก หากนำมาปรุงถูกวิธีจะช่วยป้องกันท้องผูก ชาวจีนยังเชื่อว่า การทานรากบัวเป็นประจำช่วยป้องกันผมขาว และลดอาการท้องอืด ซึ่งมักเกิดกับคนมีอายุ

  17. septimus says:

Leave a Reply