septimus' blog

ขุดบ่อล่อปลา

 

Photobucket

 

กับความประสงค์บางอย่าง

 

ถึงกับวางกับดักไว้เป็นอย่างดี

 

มีความมั่นใจว่าเก็บจุดอ่อนของเป้าหมายได้ทั้งหมด

 

ก็ใช่ว่าผลลัพธ์จะเป็นไปอย่างที่หวัง

 

 

โดยเฉพาะ กับคนที่ฉลาดเฉลียว…

 

 

.

สมพรเป็นขี้เมาที่หอบลูกเมียกลับสู่หมู่บ้านแล้วตัดสินใจไ่ม่รับผิดชอบทำอะไร

 

ด้วยถือว่า ทำมามากแล้วเมื่อครั้งขับแท็กซี่ที่กรุงเทพฯอยู่นานปี

 

จนมีเมียแล้วก็มีลูกสาวที่พากลับมาอยู่บ้านโทรมๆบนผืนดินติดถนน ๔ เลนของหมู่บ้าน

 

กว้าง ๓๐ วา ลึก ๖๐ วา อันเป็นมรดกตกทอดมาจากหลวงพ่อที่เป็นถึงเจ้าอาวาสวัดประจำหมู่บ้านขณะนี้ นี่แหละ

 

 

ก็ยังดีที่เมียที่สมพรบอกว่าเก็บมาได้ไม่มีสมบัติพัสถานอะไรติดตัวนั้น สามารถทำสวนปลูกผัก จนมีผลผลิตมากพอพ่วงท้ายจักรยานนำเข้าไปขายในตลาดของหมู่บ้านได้ทุกวัน…เพื่อยังชีพ สามี ลูกสาว และตัวเอง

 

 

ขณะที่สมพรเองก็เมาได้ทุกวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ

 

 

จะว่าเป็นความโชคดีของใครก็ไ่ม่แน่ระหว่างสมพรกับเพื่อนบ้านรั้วติดกันที่เป็นหนุ่มแปลกหน้าเพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านแป๊บๆแล้วซื้อเสียงจนได้ตำแหน่งในพริบตาเป็นผู้ใหญ่บ้าน

 

 

หน้าที่ผู้ใหญ่บ้านที่เป็นที่รู้กันทั่วไปนอกจากพยายามพัฒนาหมู่บ้านให้ศิวิไลซ์แล้วก็คือเป็นนายหน้าค้าที่ดินให้แก่ผู้มีอันจะกินบ้าง ข้าราชการใหญ่ๆโตๆหรือมีตังค์ในจังหวัดบ้าง

 

 

ทุกวันค่ำเช้า ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มท่านนี้มีความหวังอยู่ลึกๆ อยากเปลี่ยนทัศนียภาพข้างบ้านจากบ้านหลังโทรมๆนั่น ให้เป็นหมู่บ้านจัดสรรสัก ๒๐ หลังก็ได้ เป็นปั๊มน้ำมันก็ดี

 

 

ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มถึงกับลงทุนวางกลยุทธ์ที่แลดูมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซะเหลือเกินด้วยการเปิดบัญชีที่ร้านค้าประจำหมู่บ้านให้สมพรไ้ด้ดื่มน้ำเมาฟรีๆทุกวัน

 

 

สมพรเิองก็รู้ดีว่าเป้าหมายใจดีนี้เพื่ออะไร

 

 

เหตุการณ์ดำเนินไปดั่งนี้อย่างราบรื่นไม่มีอะไรกระโตกกระตากเร่งรัดแต่ประการใด

 

 

แล้ววันหนึ่งก็มีเรื่องคอขาดบาดตายขึ้นจนได้

 

เป็นเมียและลูกสาวของสมพรทีุ่ถูกรถ ๑๐ ล้อทับตายคาที่ขณะปั่นจักรยานกลับจากตลาด

 

 

สมพรเศร้าโศกเสียใจอย่างสุดซึ้งจนไม่สามารถจัดการอะไรได้เลย

 

 

ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มก็จึงเห็นเป็นโอกาสอันงามอีกแล้ว…รีบเสนอตัวเป็นเจ้าภาพงานศพ

 

 

สมพรก็ปล่อยเลยตามเลย ไม่ต้องทำอะไร ทุกสิ่งก็เกิดขึ้นตามวิถีทางที่ควรจะเป็น

 

 

จนกระทั่งวันสุดท้ายอันเป็นวันเผา สมพรก็เอ่ยปากเป็นครั้งแรก

 

แสดงความประสงค์จะเผาดวงใจทั้งสองบนที่ดินของมันเอง ที่เมรุในวัดไม่เผาเด็ดขาด

 

 

แน่นอนผู้ใหญ่บ้านหนุ่มย่อมรู้สึกขัดใจแต่จะคัดค้านอย่างไรก็ทำได้ไม่ถนัด

 

ก็จึงต้องตามใจสมพร ปล่อยเลยตามเลย

 

 

หลังการสวดบังสุกุลและยืนสงบนิ่งไว้อาลัยแก่ผู้ตายผ่านไป สมพรคว้าไมค์จากพิธีกรแล้วประกาศว่า…

 

 

เรียนผู้ใหญ่บ้าน ผู้มีเกียรติ และญาติพี่น้องทั้งหลาย ที่่ดินของข้าแปลงนี้ ข้าขอแบ่งเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งสักครึ่งงานขอมอบให้เป็นที่อยู่ของลูกเมียข้า ส่วนที่เหลือข้าขอมอบให้เป็นที่ดินสาธารณะของหมู่บ้าน แล้วข้าจะขอบวชตามรอยหลวงพ่อตลอดชีวิต และขอขอบคุณผู้ใหญ่บ้านที่ช่วยเหลือข้ามาตลอด…

 

 

เสียงปรบมือเกรียวกราวผสานกับเสียงสรรเสริญเยินยออื้ออึงไปทั้งงาน

 

 

ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านหนุ่มเดินฮึดฮัดกัดฟันกรอดๆออกจากงานไปไม่เหลียวหลัง

 

 

 

 

 

 

 

ขอขอบคุณ

 

คุณวีระ สุดสังข์ เจ้าของผลงาน ที่ดินติดถนน ๔ เลน

 

 

No Comments

  1. rapeseed says:

    I’m gonna read your new blog tomorrow na ka Love.xx

    Gd nite kaaa

  2. rapeseed says:

    ฟังเพลงแล้วคิดถึงบ้านเลยคะพี่ลัฟเซ็ป ขอบคุณบล็อกดีๆ(อีกครั้ง)นะคะ คืนนี้สัญญากับตัวเองว่ากลับเมืองไทยจะไปหาหนังสือ เล่มแรกคือเรื่องของเจย์จากบล็อกพี่เอที และอีกเรื่องก็จากบล็อกนี้คะ พี่เซ็ปสนใจเรื่องราวหลายสาขานะคะ แถมฟังเพลงได้หลายแบบอีกด้วย ขอบคุณเม้นท์น่ารักๆที่บล็อกนะคะ สตรอเบอร์รี่เก็บเพลิน ยังเหลือมากในตู้เย็น แบ่งไปทานบ้างไหมค้าาาาา เชียร์ฮอลแลนด์ แต่สเปน ได้เแชมป์ไปครอง ฮือ ฮือ ๆๆๆ คิดถึงค้าาาา

  3. septimus says:

    ฮ่ะๆๆๆ……….
    สวัสดีค่ะคุณกุ้ง
    คุณกุ้งเขียนแค่สองสามคำ ข้าเจ้ามองเห็นภาพคุณกุ้งชัดเจนทีเดียวค่ะ ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะคะ สาวเก่งของประเทศไทย..

    ^__^

  4. septimus says:

    เพลง“เสียงแคนจากแมนชั่น”แต่งโดย วีระ สุดสังข์ ครูและกวีแห่งภาคอีสาน ขับร้องโดย ไหมไทย ใจตะวัน

  5. septimus says:

    ปัญหาการอ่านหนังสือของนักเรียน
    เรื่อง : วีระ สุดสังข์

    การอ่านเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการศึกษาหาความรู้และพัฒนาชีวิต ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความรู้แล้ว ยังก่อให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน และส่งเสริมให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ได้แนวคิดในการดำเนินชีวิตการอ่านเป็นหัวใจของการศึกษาทุกระดับ และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ต่างๆ (กรมวิชาการ,๒๕๔๖ : ๑๘๘)

    วัตถุประสงค์ของการอ่านมีอยู่หลายประการ

    นับแต่การอ่านเพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์ความเพลิดเพลิน การอ่านเพื่อพัฒนาตนเองในด้านความรู้ ซึ่งเป็นความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน เช่น สุขภาพอนามัย สิ่งแวดล้อม การอ่านเพื่อพัฒนาตนเองในด้านอารมณ์เป็นการอ่านเพื่อปรับปรุง เปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัย ความรู้สึกนึกคิดจากความหยาบกระด้างให้ประณีตสุขุม สามารถควบคุมอารมณ์รุนแรงและความอ่อนไหวต่อสิ่งที่มากระทบได้ ทั้งในด้านที่พึงพอใจและไม่พึงพอใจ

    การอ่านเพื่อพัฒนาตนเองด้านคุณธรรมเป็นการอ่านเพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด และอารมณ์ อันจะช่วยขัดเกลา จิตใจให้ประณีต เกิดวิจารณญาณ เกิดสติปัญญาพิจารณาได้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควร อะไรไม่ควร (http : / /teacher.stjohn.ac.th/tgnintwa/reading.html)

    แต่สภาพปัจจุบัน นักเรียนไทยส่วนมากมีปัญหาด้านการอ่านอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน นอกจากการอ่านออกเสียงอ่านในใจแล้ว ยังมีปัญหาการอ่านจับใจความ การอ่านตีความ ตลอดจนถึงการอ่านคิดวิเคราะห์, องค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) แม้ว่า OECD จะเป็นองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยึดถือข้อตกลงเบื้องต้นว่าการพัฒนาทางการศึกษานำไปสู่ความสำเร็จของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ OECD จึงให้ความสำคัญกับตัวบ่งชี้ผลการจัดการศึกษา

    ——————————————————————————–

    ที่มา : สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 53 ฉบับที่ 7 วันศุกร์ที่ 7- วันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม 2549
    +++++++++

  6. septimus says:

    วีระ สุดสังข์ เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อการรวมกลุ่ม”วรรณกรรมลำน้ำมูล”ก่อนจะมาเป็นสโมสรนักเขียนภาคอีสาน และปัจจุบัน ก็ยังเป็นนักเขียนอาวุโส และที่ปรึกษาให้กับสโมสรนักเขียนภาคอีสานอยู่

    ส่วนอาชีพหลัก คือครูสอนหนังสืออยู่ที่จ.ศรีสะเกษ

    นี่คืองานเขียนบางชิ้นของท่าน ที่นำมาให้อ่านกันเพลินๆ แต่ได้ความรู้ ส่วนงานเขียนอื่นๆ ทั้งบทกวี และ เรื่องสั้นก็ลองหาอ่านงานของท่านตามอัธยาศัยก็แล้วกัน

    บทบาทครู ในการเสริมสร้างนิสัยรักการอ่าน
    เรื่อง : วีระ สุดสังข์

    ปัญหาการอ่านดังที่กล่าวมาแล้ว ส่วนหนึ่งเกิดมาจากครู และส่วนหนึ่งเกิดมาจากผู้ปกครอง แล้วก็กลายเป็นปัญหาของนักเรียน จากการสังเกตพฤติกรรมและสอบถามเกี่ยวกับการอ่านหนังสือของครูและผู้ปกครองพบว่า ครูและผู้ปกครองส่วนใหญ่ไม่ชอบอ่านหนังสือ ไม่มีนิสัยรักการอ่านหนังสือ แม้หนังสือนั้นจะเกี่ยวข้องกับวิชาชีพของตนก็ตาม ครูบางคนไม่มีหนังสือทางวิชาการติดบ้านแม้แต่เล่มเดียว ผู้ปกครองส่วนใหญ่เห็นว่า การอ่านหนังสือเป็นเรื่องของข้าราชการ บริษัท หรือนายจ้าง สำหรับตนเป็นแค่พนักงาน ลูกจ้าง หรือกรรมกร ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรมากนัก นี่เป็นค่านิยมถดถอยทางการอ่าน ส่วนครูซึ่งเป็นข้าราชการก็เห็นว่า การสอนนักเรียนระดับประถมศึกษาหรือระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้น ไม่จำเป็นต้องอ่านหนังสือมากมาย จนในที่สุดก็ไม่อ่านแม้กระทั่งหลักสูตรที่ตนนำไปใช้สอนนักเรียน ทั้งยังเห็นว่า การอ่านหนังสือนั้นทำให้เสียเวลาทำมาหากินอย่างอื่น

    แต่การอ่านหนังสือยังมีความจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิต แม้สังคมวิทยาการยุคใหม่จะมีสื่อไอทีต่างๆ ปรากฎขึ้นและเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้เสพสื่อมีเวลาอ่านหนังสือน้อยลงก็ตาม ผู้เสพสารจากสื่ออื่นๆ จำเป็นต้องแบ่งเวลาสำหรับการอ่านหนังสือหรือเสพสารจากหนังสือ เพราะไม่มีผู้ประกอบวิชาชีพใดที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพโดยไม่ต้องอ่านหนังสือ ฉะนั้น ทุกคนจำเป็นต้องอ่านหนังสือให้เป็นนิสัย อ่านมากก็รู้มาก ยิ่งถ้าอ่านเป็น คิดเป็น วิเคราะห์เป็น ก็ยิ่งจะได้ประโยชน์จากการอ่าน ครูจึงควรมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างลักษณะนิสัยรักการอ่านแก่นักเรียน และสามารถทำได้โดยไม่ยากนัก

    ครูต้องเป็นแบบอย่างในการรักการอ่าน อยู่ที่ใดก็ตามครูต้องมีหนังสือติดมือข้างหนึ่งอยู่เสมอ และเมื่อมีเวลาว่างแม้เสี้ยวหนึ่งของเวลา ครูก็ต้องอ่านหนังสือ การแสดงออกถึงการรักการอ่านเป็นชีวิตจิตใจ ย่อมสร้างพลังรักการอ่านไปถึงนักเรียนหรือบุคคลรอบข้าง เพราะนักเรียนเป็นวัยที่ชอบเลียนแบบอยู่แล้ว ทุกครั้งที่มองเห็นหนังสือหรือวัสดุการอ่านใดก็ตาม ครูต้องจุดประกายให้นักเรียนเกิดความรู้สึกว่า สิ่งนั้นเป็นเพื่อนที่ดี เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสมควรแก่การอ่าน

    ครูสามารถสร้างนิสัยใฝ่รู้แก่นักเรียนได้ โดยการใช้นวัตกรรมจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ต้องสืบค้นจากหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (Project Approach) แบบสืบสวนสอบสวน (Inquiry Method) การจัดการเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Method) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ผังกราฟิก (Graphic Organizer) และอื่นๆ โดยโรงเรียนและครูต้องเตรียมแหล่งวิทยาการอำนวยความสะดวกแก่นักเรียน มีหนังสือที่เหมาะสมกับวัยและระดับชั้น โรงเรียนมีห้องสมุด ห้องเรียนอาจมีมุมหนังสือ เปิดโอกาสให้นักเรียนรู้สึกง่ายต่อการอ่านและการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเมื่อนักเรียนเกิดความรู้สึกที่ดีต่อการอ่านแล้ว จะมีความกระตือรือร้นที่จะแสวงหาความรู้อยู่เสมอ และคิดเสมอว่าความรู้เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น จึงต้องเอาใจใส่ติดตามเป็นประจำ มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนล้าหลัง นอกจากนั้นครูต้องส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ทั้งนอกและในโรงเรียน ความรู้ดังกล่าวอาจเป็นความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังเรียน และความรู้โดยทั่วไปที่จะช่วยเสริมให้เป็นคนรอบรู้ด้วย หรือไม่ครูก็อาจจัดกิจกรรมแข่งขันการอ่าน, อ่านแล้วเล่าเรื่อง, อ่านแล้ววาดภาพประกอบ ฯลฯ สร้างบรรยากาศให้เกิดความสนุกจากการอ่านให้มากนัก เพราะจะสร้างแรงกดดันแก่นักเรียนทำให้เกิดความรู้สึกเบื่อต่อการอ่านในที่สุด

    http:/ /www.sy.ac.th/thai/thai3310_1.html กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมในการอ่าน

    ก่อนการอ่านทุกครั้งควรสำรวจความพร้อมของตนด้วยว่า มีมากน้อยเพียงใด ความพร้อมที่กล่าวถึงนี้หมายรวมถึงความพร้อมทางกาย ทางจิตใจ และสภาพแวดล้อม

    ๑. ความพร้อมทางกาย ได้แก่ สุขภาพดี ไม่มีปัญหาด้านสายตา หรือหากมีปัญหาก็ควรปรึกษาแพทย์

    ๒. ความพร้อมทางใจ ได้แก่ ต้องมีจุดมุ่งหมายแน่ชัดในการอ่านว่าอ่านข้อความนี้เพื่ออะไร เพื่อความรู้ เพื่อสอบ หรือเพื่อความบันเทิง เป็นต้น นอกจากนั้นต้องมีสมาธิในการอ่าน ปราศจากความกังวลใด

    ๓. ความพร้อมทางสภาพแวดล้อม หมายถึง ควรเลือกอ่านในสถานที่ที่เหมาะกับการอ่าน บรรยากาศดี แสงสว่างเพียงพอ ปราศจากเสียงรบกวน ถ้าไม่สามารถหาสภาพแวดล้อมที่ดีพร้อมได้ ก็ใช่ว่าจะไม่ต้องอ่าน เพราะความจริงสิ่งที่สำคัญมากในการอ่านก็คือสมาธิ หากผู้อ่านมีสมาธิดีแล้วไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใดย่อมไม่หวั่นไหวและสามารถอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    การอ่านเป็นกระบวนการสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาคน ถ้าคนไทยมีนิสัยรักการอ่าน อ่านมาก อ่านอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญคือ รู้จักเลือกอ่านหนังสือและสื่อสารสนเทศที่มีคุณค่า ก็จะทำให้เป็นผู้มีความรู้ และสามารถใช้ความรู้ที่ได้จากการอ่านมาพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศชาติในที่สุด

    ——————————————————————————–

    ที่มา : สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ ปีที่ 53 ฉบับที่ 9 วันศุกร์ที่ 21– วันพฤหัสบดีที่ 27 กรกฎาคม 2549

  7. septimus says:

    เป็นเรื่องราวจริงหรอกหรือคะท่านจิว
    ถ้าเช่นนั้นทุกเรื่องราวในหนังสือ “ความไม่เอาไหนของคนไม่เอาไหน” ก็จริงทั้งหมดใช่ไหมคะเนี่ยะ..

    Photobucket

    หากเป็นอย่างนั้นหนังสือเล่มนี้คนไทยทุกคนสมควรต้องอ่านแล้วล่ะค่ะเพราะช่วยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเมืองไทยในระดับท้องถิ่นได้ดีมากทีเดียวคะ

    ขอขอบคุณท่านจิวที่ชี้แนะเจ้าค่ะ

    ^__^

  8. septimus says:

    งั้นข้าเจ้ายก #1 ให้ท่านจิวก็ได้เจ้าค่ะ

    ฮ่ะๆๆ……

  9. 11arrows says:

    เค้าโครงเรื่อง น่าจะมาจากเรื่องจริงนะ sept’
    ข้าพเจ้ารู้สึกเศร้า มากกว่าขำ

    🙁

  10. 11arrows says:

    ที่2

    ฮาฮาฮา…

    :)))

Leave a Reply