ไอติมมากมายตั้งเรียงรายในตู้โชว์


ช่างดูไฮโซเดินกินแล้วโก้จะตาย


สารพัดสีสันแข่งขันแย่งกันขาย


โปรโมชั่นวุ่นวายเลือกได้ตามใจ


พ่อจ๋าหนูอยากกินไอติมจัง


ขอสตางค์หน่อยได้ไหม


สีสวยหวานของมันเย้ายวนใจ


เอาซิเอาเลยลูกเลือกให้ถุกว่าชอบสีไหน


เลือกเอาตามสบายเดี๋ยวพ่อไปจ่ายตังค์

 

.

 

ท่ามกลางความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ไม่ว่าใครก็สุดแสนดีใจที่บุพการีแวะมาเยียมเยียน เพราะเป็นเด็กภูธรในละแวกบ้านไม่มีมหาลัยให้ได้เล่าเรียนในวิชาที่ต้องการได้ หญิงสาวจึงต้องเดินทางจากบ้านมาสู่เมืองใหญ่ เพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัย

การจากบ้านมาเรียนในเมืองใหญ่ มีเงินที่ทางบ้านส่งให้เป็นค่ากินอยู่ ใช้จ่าย ค่ารถ ค่าเดินทาง ในแต่ละเดือนไม่ได้มากมายอะไรนัก นานๆ จะได้เจอกันพร้อมหน้า เพราะนานๆ หญิงสาวจะได้เจอกับครอบครัวซักทีหนึ่งเธอแสนเริงร่าเป็นยิ่งนัก

วันนั้นบุพการีมาธุระในเมืองเลยนัดกับหล่อน แล้วโทรบอกให้ไปเจอกันในห้างสรรพสินค้าที่ใกล้กับสถานศึกษาที่เรียนอยู่   บิดาชวนกันไปเเจอที่ห้างใหญ่ในเมืองกรุง  เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาในการเดินทางของทั้งสองฝ่าย

พอเดินผ่านตู้ขายไอศครีมร้านดังที่ตั้งเรียงรายที่ในห้างนั้น หญิงสาวเห็นไอครีมมากมายหลายชนิด ที่อยู่ในร้านจัดตั้งตู้โชว์ไว้อย่างหรูหรา แหม..มันช่างเย้ายวนใจยิ่งนัก หลังจากที่เคยเดินเที่ยวกับเพื่อนๆ อยู่บ่อยครั้ง แต่ยังไม่กล้าที่จะซื้อกิน เพราะราคาของมันสูงเกินกว่าจะซื้อกินเล่นได้ เพราะเงินเดือนที่ทางบ้านส่งมาให้แต่ละเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไรนัก ต้องซื้อของที่จำเป็นต่อการเรียนไว้ก่อน

วันนี้โอกาสเป็นของหล่อนแล้ว ที่จะได้ลิ้มรสชาดของไอศครีมยี่ห้อดังสักครั้ง ครั้งนี้มากับพ่อเมื่อบุพการีเดินผ่านร้าน หล่อนเลยรั้งมือของพ่อเอาไว้ราวกับเด็กเล็กที่อยากได้ของที่ถูกใจ

” พ่อขอตังค์หน่อยนะ หนูอยากกินไอติม” ไม่พูดเปล่า พร้อมยกมือชี้ไปที่ตู้โชว์ไอศครีมหลากรส ที่มีสีสันสวยหวาน เรียงรายไว้ให้เลือกมากมาย “นะพ่อนะ หนูอยากกิน”

แอบเหลือบตามองไปที่พ่อ ว่าจะอนุญาตหรือไม่ พอเห็นว่าพ่อใช้มือขวาล้วงกระเป๋ากางเกงด้านหลัง หยิบกระเป๋าตังค์มาเปิดแล้วส่งสตางค์ให้ รอยยิ้มพรายปรากฏในใบหน้า พร้อมกับกระพุ่มมือไหว้ หลังจากที่ได้รับเงิน  หันมาชวนพ่อกินด้วย

 

“พ่อกินมั้ย เอารสอะไรดีพ่อ ดูซิพ่อ..โห..มีคั้งหลายรส น่ากินทั้งนั้นเลยนะพ่อ”

“พ่อไม่เอาหรอกลูก หนูกินเถอะ ” พ่อพูดพร้อมคลอนหัวนิดๆ

” ช็อคโกแลตชิพโคนนึงค่ะ เท่าไหร่คะ”

” ยี่สิบห้าบาทค่ะ คุณต้องไปจ่ายเงินที่โน่นก่อนนะ แล้วเอาใบเสร็จมารับของ ” หลังจากไปจ่ายสตางค์ที่แคชเชียร์ก่อน และนำใบเสร็จรับเงิน ไปแลกเปลี่ยนไอครีมที่สั่งไว้

ไม่นานนัก พนักงานขายสาวรุ่นๆเดียวกับหล่อน ที่แต่งชุดยูนิฟอร์ม เหมือนกับพวกแม่บ้านในหนังฝรั่ง หยิบไอศครีมส่งให้
ยังไม่ทันจะคืนเงินทอน พ่อหันมาถามหล่อนว่า ” อันละเท่าไหร่ล่ะลูก” “ยี่สิบห้าบาทจ๊ะ” พ่อพยักหน้าพร้อมรับเงินทอนใส่กระเป๋าดังเดิม แล้วหันมามาคุยกับลูกสาว



” หนูรู้ไหมว่าป้ามัยที่เย็บกระสอบในโกดังเรา เค้าได้ค่าแรงวันละเท่าไหร่ ” หญิงสาวมองหน้าพ่ออย่างสงสัยว่าทำไมจู่ๆ พ่อพูดถึงป้ามัยขึ้นมา

” ทำไมเหรอจ๊ะพ่อ” หล่อนผินหน้าไปมองพ่อระหว่างที่เดินแทะไอศครีมในมือไปด้วย

” ป้าเขาได้ค่าแรงวันละยี่สิห้าบาท ที่หนูซื้อไอติมกินวันนี้น่ะ ป้าเขาทำงานได้วันนึงเลยนะลูก”

พอได้ฟังคำที่พ่อพูดแล้ว หญิงสาวรู้สึกว่าไอติมในมือรสชาดมันช่างเฝื่อนฝาด แปร่งปร่า และกร่อยลงในทันใด มันไม่อร่อยเหมือนเคย ทำไมมันกลืนลงในลำคออย่างยากเย็นเหลือเกิน

 

พ่อพูดเพียงแค่นั้น หล่อนพอจะเข้าใจว่าพ่อหมายความว่าอย่างไร บ่อยครั้งที่พ่อสอนด้วยคำพูดและการกระทำ ครั้งนี้เช่นกัน พ่อไม่เคยห้ามว่าลูกอยากจะกินอะไร พ่อไม่เคยหวงให้ลูกกินในสิ่งที่อยากจะกิน แต่พ่อมักจะให้แง่คิดในการใช้ชีวิตอยู่เสมอ



จากวันนั้นจนถึงวันนี้หญิงสาวไม่เคยลืมคำที่พ่อสอนในวันนั้น การที่คนเราจะกินอาหารที่ฟุ่มเฟือยได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีรายได้ที่มากมายตามไปด้วย ถ้ากินอาหารที่เริ่ดหรู แต่ว่ามีรายได้น้อย เป็นการทำตัวเกินฐานะ นั่นเป็นหนทางสู่ความหายนะต่อการใช้ชีวิตมากทีเดียว

ในวันนี้หญิงสาวเรียนจบแล้วมีงานทำ ทุกครั้งที่เธอเห็นร้านไอครีม มักทำให้นึกถึงคำสอนของพ่อในวันนั้นไม่เคยลืมเลือนไปจากใจได้เลย

 

เขียนโดย

 

KorP@I