เมื่อเช้าวันที่ 17 พ.ค.2553 ที่ผ่านมานั่งรถแทกซี่ออก

จากบ้านแต่เช้า เป้าหมายคือที่บ้านเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมาประมาณปีหนึ่งพอดี

อยากเจออยากคุย พักผ่อน แต่บ้านเพื่อนอยู่ปากน้ำสมุทรปราการ แต่ฉันอยู่ฝั่ง

ธนบุรี การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่อย่างนี้ หลายครั้งที่เราต้องการเจอเพื่อนแต่ระยะห่าง

ของบ้านอยู่คนละฝั่งอย่างนี้ การนัดเจอกันแต่ละครั้งอาจต้องเจอกันครึ่งทาง หรือไม่

ต้องมีฝ่ายหนึงเดินทางไกลไปหากันเพื่อจะได้เจอกัน บ่อยครั้งที่เราโทรศัพท์ถึงกัน

แทนการพบปะ

 

                                        ในครั้งนี้ฉันคิดว่าควรเป็นตัวเองที่เดินทางออก

จากบ้านไปเจอเพื่อน  การเดินทางครั้งนี้ฉันใช้เรียกแทกซี่ของบ.สุวรรณภูมิแทกซี่ที่

มีรถเป็นสีเขียวอ่อนล้วนทั้งคัน เพราะเป็นของเพื่อนน้องชายที่รู้จักกัน เมื่อขึ้นไปแล้ว

ทางบ้านก็สบายใจมากกว่าที่ไปขึ้นแทกซี่ของที่อื่น เพราะเดียวนี้แทกซี่ก็เล่นกีฬาสี

กันเยอะ ยิ่งถ้าอยู่สีแดงด้วยแล้ว ไม่แน่ใจเลยว่าการเดินทางจะปลอดภัย ท่ามกลาง

บรรยากาศทางการเมืองของกรุงเทพฯอยู่บนความเสี่ยงอย่างนี้ อะไรที่เลี่ยงได้ไปใน

ทางปลอดภัยย่อมเป็นทางเลือกของเราไม่ใช่หรือ

                           

                             

 

 

 

                               ระหว่างทางแทกซี่คันที่ขึ้นมาต้องใช้ทางใช้ด่วน  หลายคนที่ใช้

บริการแทกซี่ในกรุงเทพฯ ไม่รู้ว่ามีใครเป็นอย่างฉันไหม เมื่อขึ้นแทกซี่มักจะพูดคุยปรึกษา

กับคนขับเรื่องการวางแผนเพื่อใช้เส้นทางก่อนหลังจากที่ขึ้นรถ อาจจะต้องมีการตัดสินใจ

ร่วมกันก่อนเดินทาง ทางไหนควรไปและางไหนควนเลี่ยง  เพื่อชีวิตที่ปลอดภัยและเวลา

ที่ต่างคนต้องบริหารเวลาให้เป็นประโยชน์มากที่สุด  ท่ามกลางสังคมที่มีการแข่งขันกัน

มากมายของเมืองใหญ่เมืองนี้ มันเป็นกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนกรุงไปอย่าง

หลีกเลี่ยงไม่ได้  และไม่ได้ตั้งใจ

 

 

.

                                                                                        

                                       เมื่อตกลงกันได้เลยตัดสินใจใช้ทางด่วน ครั้นสาย

ตาเหลือบมองเวลาที่นาฬิกาข้อมือบอกว่าเพื่งจะเจ็ดโมงเช้า หันไปบอกคนขับว่าขึ้น

ด่วนดีกว่าไปบางนาโน่นเลยวิ่งขึ้นไปถึงช้างสามเศียร สังเกตว่ารถยังไม่มากเลยตอน

ที่ออกจากบ้าน  ถ้าเราเริ่มวันแต่เช้าจะไปเที่ยวที่ไหนยังมีเวลาพอ   

 

                                                         นานๆ จะได้ออกจากบ้านแวะหา

เพื่อนสักครั้ง ฉันมักจะแอบหาเหตุผลให้ตัวเองก่อนที่จะเดินทาง เป็นเหตุผลที่เข้า

ข้างตัวเองเสมอ ทุกครั้งที่หาเรื่องเดินทางมักจะได้เหตุผลมาสนับสนุนความคิดของ

ตัวอง เหมือนวันนี้พอจะมีเวลาว่าง  ตั้งใจว่าจะใช้ชีวิตแบบสบายๆใช้เวลากับเพื่อน

เพื่ออยู่ด้วยกันให้หายคิดถึง แต่ละวันของทุกคนมีค่าทุกนาที เราพร้อมที่จะใช้มันให้

มีความสุขเสมอ 

 

                                 ทุกครั้งที่ตัดสินใจอะไรไปฉันไม่เคยเสียใจและเสียดาย

เลย เพราะเป็นสิ่งที่เลือกไว้แล้ว แม้ในบางอย่างต้องมีคนอื่นมาอยู่ด้วยในเงื่อนไข

ต่างๆในการตัดสินใจของเรา ถ้าเรารับได้ก้อย่าไปโต้ตอบเลย  ระหว่างที่กำลังนั่ง

คิดเพลินๆแท็กซี่ต้องขึ้นไปใช้เส้นทางด่วน พอรถวิ่งมาได้ในระยะหนึ่งแล้ว สายตา

ฉันพลันเหลือบไปเห็นกลุ่มควันสีดำลอยขึ้นอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯอยู่หลายจุด 

แต่ที่เห็นตรงหน้าของฉัน  ตอนนี้กลุ่มควันดำอยู่ใกล้ๆ แค่นี้เองจากบนทางด่วนมอง

ลงไปข้างล่าง พอคะเนด้วยสายตาตัวเองในตอนนั้นห่างกันไม่ถึง 100 เมตรจากรถ

ของแทกซี่ฉันนั่งโดยสารมา                                          

                      

 

                        อนิจจาประเทศไทย ฉันไม่ได้หยิกต้นแขนตัวเองให้เจ็บ แต่สิ่งที่

เห็นด้วยประสาทสัมผัสทั้งหมดคือความเป็นจริง ระเทศไทยกุลียุค  ไม่น่าเชื่อว่า

เปลวไฟมันกำลังประทุขึ้นแล้วตรงหน้าฉันนี้เอง   กลุ่มควันดำหลายลูกลอยวนขึ้น

สู่ท้องฟ้าสีดำทะมึนน่ากลัวเพราะมีกลุ่มคนนำยางมาเผาเพื่อประท้วง  เปลวไฟที่ลูก

โชนสีสัมเข้ม เหมือนทะเลเพลิงลอยละลิ่วสู่เบื้องบน  มองจากข้างบนทางด่วนแล้ว

หัวใจสลาย  นั่งมองกลุ่มควันเหล่านั้นด้วยอาการที่บอกไม่ถูก  กลุ่มควันมีอยู่หลาย

จุด  แต่ละจุดไม่ไกลกันนัก แล้วผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์มากกว่านี้คงหวาดผวาต่อสิ่ง

ที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากกว่านี้หลายเท่านัก  ระดับเสียงที่ได้ยินคงทำให้ตื่นตระหนกแค่

ไหนไม่อยากจะนึกเลย   ภาพอย่างนี้เด็กๆไม่ควรจะเห็นเลยด้วยซ้ำ

                                                      

 

 

 

                                 “พี่..นี่!!มันเผาอีกหลายจุดเลยนะ ” เสียงพี่แทกซี่ดังขึ้น

แทรกระหว่างที่ฉันขยับตัวให้สูงขึ้น  เอาข้อศอกยันเบาะให้ตัวเองชันตัวขึ้นสูงเพื่อมอง

ภาพที่อยู่ตรงหน้า  เสียงจากข่าวทางวิทยุบอกให้รู้ว่าภาพที่เห็นเป็นตึกที่ตึกที่แยกสาม

เหลี่ยมดินแดง ฉันเห็นป้ายดอกบัวของธนาคารกรุงเทพฯข้างหน้านั้นอยู่ใกล้เปลวเพลิง

มาก พี่แทกซี่ใช้สมาธิที่มีมองดูถนนอย่างไม่วางตา ส่วนฉันยามนั้นได้แต่นั่งตะลึงกับภาพ

ตรงหน้า     เมื่อสมองส่วนหนึ่งของการรับรู้ได้บอกกับหัวใจตัวเองอย่างแผ่วเบาที่สุดใน

ขณะนั้นคือการเกิดเหตุการณ์นี้เป็นฝีมือมนุษย์กระทำขึ้น ไม่ใช่อุบัติเหตุ

 

 

 

 

                               นี่..เป็นเพลิงที่ลุกโชนไฟไหม้จากฝีมือมนุย์ที่เป็นคนไทยด้วย

กันเป็นคนกระทำขึ้นทั้งหมดคน หาใช่อุบัติเหตุไม่ ฉันไม่อาจหลอกตัวเองได้อีกต่อไป

เมือ่มองเห็นภาพที่เกิดขึ้นแล้วสลดใจยิ่ง 

                                 “นี่.มันความจริงเหรอ ฉันไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ต้องรีบ

สะบัดความคิดของตัวเองออกไป” ความคิดหนึ่งแทรกตัวเข้ามาแม้ว่ามันจะมีรอยต่อของ

ความตระหนกอยู่ในที   สติที่มียังรั้งไว้บอกหัวใจไม่ให้เชื่อว่าภาพตรงหน้าจะเป็นประเทศ

ไทย ไม่นะเชื่อสายตาตัวเองว่าคนที่จุดไฟเผาเป็นคนไทยด้วยกัน  เห็นกลุ่มคนดับเพลิงยืน

อยู่บนทางด่วนกลุ่มหนึ่ง หลายคนพยายามที่จะเข้าไปช่วยแต่ไม่ทันกับเปลวเพลิง ไม่ทัน

กันเลยระหว่างพวกที่ต้องการเผาเมือง คนที่จ้องทำลายกับการช่วยเหลือไม่ทันกันเลย

                                   

                                         นอกจากที่มันอยากจะเผาแล้ว พวกมันยังพยายามกีด

กันคนที่ต้องควบคุมเพลิงไม่ให้ลุกลามอีการให้ความช่วยเหลือยากเย็นยิ่ง    ฉันคิดว่าเข้า

ใจคนที่พยายามจะเข้าช่วยเหลือนะ        ใครมาเป็นฉันในเวลานั้นฉันคงรู้สึกไม่ต่างกัน

เลย   ..ยอมรับว่าสมองและความรู้สึกมันตื้อมากเหมือนถูกแช่แข็ง อยู่ในราวๆ 20

วินาที ก่อนที่จะสลัดความคิดออกไปจากสมองค่อยๆส่งต่อไปยังหัวใจ พอสัมผัสหัวใจตัว

เองถึงรู้ว่า ข้างในหัวใจกำลังร้องไห้ ทั้งๆ ที่ไม่มีน้ำตาออกมาเลยซักหยด รู้สึกตัวว่าตัว

เองกลืนบางสิ่งลงในลำคออย่างยากเย็นเต็มทีในลำคอแห้งผาด  มีอาการเดียวกับตอนที่

กำลังกระหายน้ำขึ้นมาทันที ใครที่เป็นคนไทยหากมาเห็นภาพอย่างนี้ตรงหน้า  คงมี

อาการคล้ายๆกันกับฉัน และไม่รู้ตัวว่าทำไมเป็นอย่างนั้นเป็นความสลดใจยิ่งนัก

 

 

 

 

                       พี่แท็กซี่..รวบรวมสมาธิเต็มที่ในการขับขี่ให้พ้นบริเวณที่เกิดไฟไหม้

และเราทั้งคู่ก็ผ่านมันมาได้  ทั้งคนขับแทกซี่และผู้โดยสารวันนี้ไม่ได้สื่อสารกันต่อ เพราะ

ต่างก็หดหู่กับภาพตรงหน้าของตน เราทั้งคู่ต่างนิ่งเงียบไม่มีใครพูดอะไรออกไป จน

กระทั่งพี่ส่งแทกซี่ฉันถึงที่หมาย ฉันเหลือบดูนาฬิกาที่ข้อมืออีกครั้ง เกือบสองโมงเช้า

แล้ว  ฉันบอกแทกซี่ให้จอดที่หน้ากรมสรรพากรเมืองปากน้ำสมุทรปราการ เพราะเพื่อนจะ

ขับรถมารับไปที่บ้านเขา  เช้านี้กับการเดินทางข้ามจังหวัด  ทำไมฉันเศร้าๆอย่างบอกไม่

ถูกเลย

 

 

 

                 

                                              ท่ามกลางบ้านเมืองที่ไม่สงบเรียบร้อยเพราะยังมี

กลุ่มชุมนุมเสื้อแดงอยู่ที่แยกราชประสงค์ เผาธนาคารกรุงเทพ หลายสาขามาตั้งแต่เริ่ม

ชุมนุม ในฐานะที่เป็นลูกค้าธนาคาร ยังอดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกร่วมด้วยไปกับคำถามในใจ

ว่า ” จะเผาไปทำไม และเพื่ออะไร ” การทำลายทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย ไม่ว่าจะกรณี

ใดๆ คนเผาไม่นึกบ้างหรือว่าถ้าเป็นของเราถูกเผาบ้าง  แค่คิดแค่นี้ฉันก็เจ็บปวดมากพอ

แล้วแต่คนสั่งการในการกระทำต่อบ้านเมืองครั้งนี้ทำได้อย่างไรกัน แสดงถึงความโหด

เหี้ยมของจิตใจของผู้สั่งการ 

 

 

 

                        

                                   หันมามองดวงใจของทุกคนยามนี้มองดวงดวงตาที่เปี่ยม

ด้วยไมตรีเกื้อกูล โลกยังไม่สิ้นความอบอุ่น จำได้ว่าเมื่อเดือนพ.ค.2535 ที่ถูกสื่อปิดปัง

ข้อมูล พวกเรากระเสือกกระสนดิ้นรนหาข่าวและข้อมูลความเป็นจริงกันมากมาย  เมื่อใดที่

โลกยังมีสิ่งที่เอื้อเฟื้อข้อมูลไม่มีถอยกันอยู่แล้วจากม็อบมือถือสู่อินเทอร์เน็ต มาสู่ Face

book พวกเรายังมีลมหายใจ 

 

 

 

 

                                  ต่อให้โลกสลายลงต่อหน้า พวกเรายังมีน้ำใจให้กัน ใคนจะมาทำลาย

ไม่ได้ สู้จนกว่าจะสิ้นลมปราณ พวกเรายังมีมีสมองและสองมือ ไม่กลัวอยู่แล้ว จะเป็น

อิทธิพลของคนบางกลุ่มยังไม่หมดไปจากเมืองไทย แต่พวกเราไม่เลยลืมคุณประเทศ เรา

จะร่วมสร้างกันใหม่แน่นอน

 

 

 

 

เรื่องโดย

 

Korp@i

 

ขอบคุณข้อมูลภาพจาก :

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=599867