กว่าจะได้มีโอกาสพักผ่อนทานข้าวกัน

ตะวันก็โบกมือลาท้องฟ้าไปแล้ว

 ทุกคนตกลงกันว่าจะทานมื้อเย็นที่ตัวเมืองจังหวัดเลย 

ที่หลายคนใฝ่ฝันว่าจะมาเยือนเมื่อย่างเข้าสู่หน้าหนาว

 

 

 

 แต่ละคนไม่มีใครได้รู้จักที่นี่มากน้อยไปกว่ากัน

ต้องช่วยกันค้นหาร้านอาหารที่คาดว่า..จะใช้เป็นที่ฝากท้องของพวกเรา

เป็นมื้อแรกของการเหยียบย่างสู่เมืองที่ได้ชื่อว่า

เมืองแห่งภูเขามากมาย ต้นแหล่งผลิตความหนาวเย็น

 แต่ทว่าอบอุ่นในใจของบรรดานักเดินทาง 

 

 ในที่สุดพวกเราต่างคนพบได้ร้านที่ต้องตา ต้องใจกันแล้ว

ในค่ำคืนนั้น วันที่ 9 ธันวาคม 2553

 

 

 

 

 

พอเข้าตัวเมืองเลย ท้องเริ่มร้องแข่งกันเชียว

เพราะตั้งแต่มาถึงนครสวรรค์เพื่อนๆอาจได้กาแฟมาบ้าง

และมีก๋วยเตี๋ยวที่กินมาจาก อ.ท่าตะโก ก่อนออกจากนครสวรรค์

จุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งนี้

 

 

 

 

 

 

.

คราวนี้คาดว่าเป็นมื้อสุดท้ายก่อนเข้าที่พักที่เชียงคาน  

ไม่มีใครรับรองได้ว่าเมื่อเข้าสู่เชียงคานแล้ว 

 จะมีร้านอาหารให้พวกเราหรือเปล่า   

คงเพราะต่างก็เริ่มหิว

เลยคิดกันว่าที่ตัวเมืองน่าจะมีตลาดและของกินให้พวกเราบ้าง

พอตกลงใจว่าจะแวะทานเย็นกันแถวๆนี้ 

 ต่างชวยกันเหลียวซ้ายแลขวาทั้งคนนั่งคนขับออกไปไปนอกตัวรถ

 ดูท่าทางจะมีร้านขายของรับประทานยามค่ำคืนให้พวกเราได้แล้ว  

 เมื่อได้ที่จอดรถข้างทาง 

 ฉันรีบจอดรถไว้ฝั่งซ้ายมือที่เห็นว่ามีร้านขายผลไม้เรียงรายอยู่บ้าง

พวกเรามีแต่ผู้หญิงควรอยู่ในที่มีไฟสว่างแบบนี้แหละ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พอจอดรถเรียบร้อย

สายตาพวกเราพลันไปต้องใจกับร้านค้าฝั่งตรงข้ามร้านผลไม้ ที่จอดรถทิ้งไว้

 เห็นว่ามีร้านอาหาร  ทุกคนลงมติว่าควรข้ามไปอีกฝั่งจะดีกว่าฝั่งที่จอดรถ  

ต่างพยักหน้าชวนกันข้ามถนนไปอีกฝั่งดีกว่า

พอข้ามเกาะกลางถนนแล้วถึงอีกฝั่ง

ฉันรีบโทรไปบอกแม่ให้สบายใจว่าการเดินทางของพวกเราถึงที่หมายแล้ว

เพราะรู้ว่าแม่ห่วงว่าอาการไข้ยังไม่ทุเลา 

 อยากให้แม่สบายใจโทรบอกว่าถึงเมืองเลยแล้ว ไม่นานก็เข้าที่พักได้  

 อีกฝั่งถนนที่จะข้ามไปมองเห็นรำไรว่า  ข้างหน้า มีข้าวมันไก่ แจ่วฮ้อน

 

 

 

 

 

อุ๊ย..น่าสนใจไม่น้อยเลยชวนกันไปลิ้มลองแจ่วฮ้อนดีกว่า

ได้สัมผัสบรรยากาศอีสานแท้ๆได้เลย

เอาล่ะ  ตกลงที่ร้านข้างทาง ใกล้ ม.ราชภัฏจังหวัดเลยนั่นแหละ

 

เห็นกลุ่มนักศึกษานั่งทานกันอยู่พอสมควร  

คะเนว่าอาหารคงไม่เลว

 ไม่นานนักมีน้องๆที่ให้บริการมาเชิญชวนลิ้มรส

  เอาเมนูมาให้ดูรายการเมื่อเห็นอาหารในเมนูแล้ว 

 ตกลงสั่งพวกเนื้อรวมมิตร  และผักสดมาหนึ่งชุด 

อบลอบมองโต๊ะอื่นที่สั่งมากินกันดูน่าอร่อยไม่น้อย   

เจ้าน้ำย่อยเริ่มเดินทางมารวมตัวกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ  

 

 

 

 

ในขระที่นั่งรออาหารมาส่ง

อดเหลือบมองลูกค้าในร้านที่เข้ามาสั่งอาหารทานกันก่อนหน้านี้

ดูซิว่าเขาสั่งอะไรมากินกัน ไม่นาน..

เด็กเสริ์ฟเอาหม้อไฟฟ้ามาตั้งตรงหน้าเรา

 ดูแล้วคล้ายหม้อสุกี้ที่ขายตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ในเขตกทม.และปริมณฑล 

แต่ขนาดย่อมกว่า 

โห..เห็นควันฉุยอย่างนั้น ไม่เลวเลย 

 แล้วน้ำจิ้มแจ่วฮ้อนของที่นี่กลิ่น

เครื่องเทศแรงร้อน เน้นตะไคร้ แม้ว่าเมื่อลิ้มลองแล้ว

ไม่ค่อยถูกปากเท่าไหร่นักเลยพอกันแค่ชุดเดียว

 

 

 

 

 

ที่ไม่โปรดคือลูกชิ้นปลาที่ทางร้านนำเสนอไม่ได้เรื่องเลย

เพราะปนแป้งมากจนเกินกว่าที่เราจะทนเรียกว่าลูกชิ้นปลาได้อย่างเต็มใจ 

เพราะมีแป้งผสมมามากกว่า 80 เปอร์เซนต์ 

ถ้าคิดราคาเพิ่มขึ้นแล้วเป็นเนื้อปลากราย จะไม่ยินร้ายเท่านี้เลย 

หรือว่าจะขายแต่ลูกค้า ขาจร (จัด) อย่างพวกเราที่ดูเหมือนจะหิวกว่าทุกวันด้วย 

นับว่าเป็นมื้อแรกที่สุดแสนหิว ที่ไม่มีทั้งความอร่อยและคุณภาพอาหารเลย

ไม่เป็นไรเมื่อเดินทางมาไกล และคติที่คิดเสมอ

คือไปตายเอาดาบหน้าอย่างพวกเราได้แค่นี้ก็นับว่าดีแล้ว    

 

แหม..อากาศเริ่มเย็นแล้ว

น้ำย่อยเริ่มทำงานด้วย

เลยสั่งมาลองกันเป็นชุดกลางก็แล้วกัน

ลองสั่งบะหมี่เกี๊ยว และข้าวมันไก่มาชิมกันด้วย 

ยังได้สองอย่างหลังดีมาช่วยได้บ้าง 

พออิ่มหนำสำราญแล้วเดินทางออกต่อไป

อีกไม่กี่กิโลเมตรจะถึงจุดหมายของการเดินทางครั้งนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทุกครั้งที่รถเข้าทางโค้ง 

เลยได้เตือนตนเองเสมอว่า 

เราพลาดไปแล้วเพราะระยะทางช่างยาวไกลมากขนาดนี้

ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะขับรถเอง

 เหลือบตาดูหลักกิโลเมตร พบว่า.

.

.

 

พอเข้าตัวเมืองเลยไม่นานนัก

มองสองข้างทางเห็นมีรีสอร์ท ขึ้นมาหลายแห่ง 

 อากาศข้างนอกเริ่มเย็นลง

จึงเอ่ยปากชวนเพื่อนๆที่นั่งข้างๆ

ให้เปิดกระจกรถเพื่อรับเอาอากาศจากข้างนอกที่เย็นสบายไร้มลพิษกันดีกว่า 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ดูเหมือนทุกคนรู้ใจกันอยู่แล้ว 

 ระหว่างทางที่ฉันขับรถไป

เพื่อนๆต่างงัดเพลงฮิตร่วมสมัย

ที่พวกเรายังเป็นนักศึกษามหาลัยมาร้องกันลั่นรถ 

ในค่ำคืนนั้นยอมรับว่า..

.

.

บางครั้งความเป็นเพื่อนของเราที่เคยมีหลายเหตุการณืในชีวิตร่วมกัน

หลายต่อหลายครั้งทั้งความทุกข์

ความสุข  รอยยิ้มและน้ำตา

 การล้มลุกคลุกคลานมาร่วมกัน

มันสัจธรรมของชีวิต

เสียงเพลงเก่าๆที่พวกเราร้องร่วมกัน ยังเป็นเช่นนั้น

 มันเป็นสีสัน..และเศษเสี้ยวของความสุข

ที่ทุกคนรู้สึกได้อย่างที่ไม่ต้องบอกกล่าวสู่กัน

 

 

 

 

 

 

หลักบอกว่า..อีก 46 กิโลเมตรจึงจะถึง อ.เชียงคาน

เพิ่งได้พบว่าการนั่งขับรถนานๆไม่ดีต่อสุขภาพยิ่ง 

 เพราะอาการเกร็งอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวขงเราเริ่มคลืบคลานเข้ามาหา 

 หลังคงเกร็งกล้ามเนื้ออยู่หลายมัด 

ปากก็ยังไม่คิดอะไรนั่งร้องเพลงทอดอารมณ์ไปเรื่อย

ในใจก็อยากถึงที่หมายแล้ว

ดูเหมือนเป็นความสุขแบบเพลียๆนะ 

 เพื่อนๆต่างก็ส่งเสียงเพลงเป็นเพื่อน

 เพลงหลายเพลงที่เคยชื่นชอบ 

เริ่มถูกขุดขึ้นมาร้องอย่างระลึกถึงร่วมกัน 

 บางเพลงร้องจบบ้างแต่หลายเพลงต้องหยุดกลางคัน

 

 

 

อ้าว..นั่นข้างๆทางทั้งซ้ายขวาของฉัน  

 เริ่มเห็นว่ามีรีสอร์ทข้างทางแล้วด้วย 

 ปรากฏว่าเข้าสู่รถของเราที่ อ.เชียงคานฟ้ามืดนานแล้ว

ยังไม่มีรถรามากมายเท่าไหร่

 ขับรถเข้าหาที่พักอยู่ที่ถนน ศรีเชียงคานซอย 11

ว่าจะเอาของไปเก็บก่อนแล้วไปเดินเที่ยวกับที่ถนนชายโขง

ที่ติดกับริมแม่น้ำ เริ่มเห็นมีเพื่อนร่วมทางที่แปลกหน้าเดินกันอยู่บ้างแล้ว

  ขับรถวนรอบที่สองจึงหาที่พักที่น้องบีเพื่อนร่วมทางรุ่นน้องจองเอาไว้

 ชื่อบ้านดอกฝ้าย มากันสี่คน

ตามีหลายคู่อยู่แต่ไม่เห็นใครเจอที่พักที่อยู่ต้นซอย 11 เลยสักคนเดียว

ต้องวนรถมาอีกครั้งจึงเจอ  โชคดีที่มีที่จอดรถคือใกล้ๆสวนมะลิใกล้ที่พักนั่นเอง   

 โชคดีคนยังไม่มากนักมีให้จอดเลยที่พักไปนิด

พอเอารถเข้าที่แล้วขนของไปวางที่ห้อง

ออกไปเดินเล่นที่ชายโขงก่อนพอให้ได้ใช้ความตื่นเต้นที่พอเหมาะก่อนเข้าที่พักกัน

 

 

 

 

 

ที่พักของพวกเราในคืนนั้น เป็นห้องไม้เก่าใกล้บันไดที่บ้านดอกฝ้าย

ห้องหับดูโบราณ เป็นมุ้งสายบัวสัชมพูเชียว  

 ผู้ที่ดูแลบ้านดอกฝ้าย น่ารักและเป็นกันเองกับพวกเรามากเลย 

 ห้องน้ำเป็นแบบโบราณเพราะน้ำอยู่ในตุ่มใบพอเหมาะต่อการอาบในครอบครัว 

แต่ไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่  ที่แขวนเสื้อผ้าไม่ค่อยมีให้ 

 อากาศไม่เย็นมากเลยได้อาบน้ำแบบสบายๆ

 

 

 

 

 

ปกติเวลาถ้าเดินทางไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องที่นอน ไม่เคยแปลกที่  แต่คืนแรกที่เชียงคานไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆที่เหนื่อยและเพลียมาก  เพราะขับรถมาตั้งแต่นครสวรรค์ต้องการพักผ่อนที่สุด แต่เรานอนพลิกตัวทั้งคืนไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร 

 

 

 

 

 

 

ทุกครั้งที่เดินทาง

ปลดปล่อยวางทุกสิ่งที่ค้างในใจ

เหมือนท่องล่องไปไกล

ทิ้งงานไว้ไม่ห่วงเกิน

 

 

 

 

 

ทุกที่เท้าก้าวเดิน

ใช้ความเพลิดเพลินไปในใจเรา

ตราบใดที่ฟ้ากว้าง

 

 

โลกมีที่ทางไม่เคยเหงา

มีความเป็นตัวเรา

ผสานเงากับความจริง

 

 

 

 

เรื่องและภาพ

 

 

 

โดย

 

 

KorP@i

ลิงก์ที่เกี่ยวข้อง : http://mblog.manager.co.th/korpai/Chiang-Khan/