ในที่สุดพวกเราก็ได้ที่พักในคืนต่อไปเมื่อถามความสมัครใจทุกคนต่างก็เห็นด้วย  ยามเช้าพอหาที่พักได้ก็เล่นเอาเข้าช่วงสายของวัน  ไปเดินเล่นลัดเลาะชายโขงกันไปซื้อของ ถ่ายรูปเล่นกันตลอดทาง ไปเจอร้านขายของตรงข้ามกับสำรานนา เจอร้านขายกระเป๋าให้ได้ต่อรองราคาและช็อปปิ้งกันบ้าง  เป็นบ้านคุณยายสูงอายุแล้ว ดูลักษณะแกเป็นผู้ใหญ่ใจดีอาศัยอยู่กับลูกสาวที่มักจะพาคุณแม่มาพักผ่อนที่บ้านที่เชียงคานนำของมาขายให้กับนักเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุด  ช่างเป็นคนจีนที่ดูมีราศี และสง่างามเป็นที่สุด 

 

 

 

 

                              คุณยายผู้ดูดีมีสง่ากำลังสนทนากับลูกค้าที่มาสนใจของในร้าน  เมื่อก่อนนี้ค้าขายกับชาวลาว เป็นกิจการค้าส่ง เป็นล่ำเป็นสัน พอหลังๆการค้าไม่เยอะเหมือนแต่ก่อน จึงย้ายที่ไปอยู่กรุงเทพ  จะกลับมาบ้านช่วงวันหยุดยาว  ช่างบังเอิญที่เราไปเจอลูกสาวคุณยายได้เล่าเรื่องราวความหลังของเชียงคานให้เราฟังเป็นความรู้เพิ่มเติม   

                    

                                

                          ระหว่างทางที่เดินเล่นอยู่ชายโขง ทำให้เราพบสิ่งต่างมากมาย  เห็นวัฒนธรรมระหว่างท้องถิ่น  หากใครที่มีบ้านอยู่ใกล้แม่น้ำจะรู้ว่า แม่น้ำให้คุณแก่เรามากมายมหาศาล จะมีแต่คนเท่านั้นที่ไปทำลายและรังแกธรรมชาติ ยิ่งเป็นแม่น้ำสายหลักเป็นที่พึ่งพิงแก่ผู้คนที่อยู่ร้ายล้อม ไม่ว่าจะฝั่งไทยหรือลาว  ต่างรู้คุณของแม่น้ำสายนี้

 

  

กาน้ำเก่าแล้วนำมาปลูกต้นไม้เข้าบรรยากาศงามๆมาก

 

.

                                                                           

แอบมองจากหลังร้านเข้าไปที่ร้าน..ชานเคียง

 

 

                                     พอคุยเรื่องความเป็นมาของเชียงคานจึงรู้ว่าเมื่อก่อนนี้มีคนจีนมาค้าขายกับเมืองลาวที่ฝั่งโขง เมื่อครั้งที่การค้ายังรุ่งเรืองของทั้งสองฝั่ง พอมาสมัยนี้ไม่มีแล้ว คนจีนที่เคยค้าขายเดี๋ยวนี้บรรดาลูกหลานพากันย้ายไปอยู่ที่กรุงเทพกันหมด  ยังมีครอบคัวของคุณยายท่านนี้ที่ยังกลับมาเที่ยวที่นี่ ตอนเสาร์อาทิตย์ มาดูบ้าน บรรยากาศ และถือโอกาสขายของไปด้วย

 

 

                     ส่วนคุณยายก็ไม่เหงาได้มีกิจกรรมทำในช่วงวันหยุดยาวๆอย่างนี้   ไม่ว่าแขกไปใครมา ได้สนทนาเรื่องราวครั้งเก่ากัน แลกเปลี่ยนความรู้ระว่างผู้เดินทางกับผู้คนในท้องถิ่นอย่างคุ้นเคย เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เป็นการแลกเปลี่ยนชีวิตต่างวัยที่น่ารักและอบอุ่น

 

 

 

                                  นับว่าเป็นสิ่งที่ผู้คนในละแวกนี้ร่วมมือร่วมใจกันให้ทำคันกั้นน้ำกั้นเอาไว้    ช่วงฤดูน้ำหลากน้ำในแม่น้ำจะขึ้นสูงมากจนเกือบมาถึงตลิ่ง ทางเทศบาลเลยทำคันกั้นน้ำไว้รอบๆแม่น้ำแล้วนำกระเบื้องมาปูเอาไว้ให้เป็นทางเดินทางให้เราเดินรอบๆแม่น้ำโขง  เดินเที่ยวได้พักใหญ่หิวข้าแล้วเห็นร้านอาหารที่เปิดร้านที่หลังบ้านเพราะทางฝั่งหน้าบ้านก็ใช้ได้เพราะมีถนนคนเดิน ทางหลังบ้านก็มีริมแม่น้ำโขงอีกนับว่าเป็นความคิดที่ดีที่เปิดเป็นร้านอาหารขายให้นักท่องเที่ยวได้ฝากท้องเมื่อหิว

 

 

 

 

หลังจากเดินเล่น  กลุ่มพวกเราและอีกหลายๆคนที่แปลกหน้าต่อกันพากันเดินเข้าร้านนี้กันมากมาย เพราะตอนนี้เริ่มใกล้เที่ยงแล้วมื้ออาหารกลางวันของพวกเราคือที่นี่เอง นับเป็นมื้อกลางวันที่อร่อยที่สุดในทริปก็ว่าได้ นอกจากที่เราจะหิวกันมากแล้ว คนที่เดินทางมาแวะทานกลางวันที่นี่เยอะมาก คิวที่เราต้องรอนานพอสมควร มื้อกลางวันในความทรงจำของเรามี ต้มยำกุ้ง ที่ทุกคนลงมติกันว่ายอดเยี่ยมมาก รสจัดจ้าน ทำเอากระเพาะดุดอาหารอย่างรวดเร็ว ยังมีผัดปลาหมึกสด ผัดผักรวม และไข่เจียวร้อนๆ มาร่วมวงด้วย  ไม่มีแม้เมล็ดข้าวสักเม็ดที่หลงเหลืออยู่ที่จานใครสักคน

 

 

 

ต้มย้ำกุ้งมื้อที่แสนอร่อยของเรา

 

                        เสร็จจากอาหารกลางวันที่อิ่มแปล้แล้ว พวกเรายังเดินเล่นจากอีกฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งจนสุดทางแม่น้ำโขง  นับว่าเป็นการเดิมชมริมโขงกันอย่างอิ่มใจ  แล้ววกกลับไปที่ซอยต่างๆที่อยู่ด้านบนอีกครั้งหนึ่ง  พอผ่านร้านที่ขายกาแฟ เห็นโดนัทที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆกลิ่นหอมโชยมาเตะจมูกอย่างจัง  ไม่รอช้าพอเห็นร้านแล้ว ทุกคนพยักหน้าให้กันแล้วเดินเข้าไปชิมโดนัทที่มาของเจ้าของกลิ่นทันทีจนต่างลืมไปเลยว่าเพิ่งจะละมื้อจากข้าวกลางวัน 

 

 

  

โดนัทสุกใหม่หอมกรุ่นจากเตา

กรอบนอกนุ่มใน

                  หน้าร้านที่เห็นเป็นร้านที่เพิ่งเปิดใหม่ก่อนหน้าพวกเราจะมาที่นี่ได้ไม่นานนัก สังเกตอุปกรณ์ที่ใช้ทำขนมยังไม่มีร่ององรอยการใช้งานมากนัก ยังไม่มีใครเข้ามามีแต่พวกเราที่นั่งโต๊ะและพูดคุยกับเจ้าของอย่างเป็นกันเอง กลิ่นขนมปังลอยมากระทบความรู้สึกพวกเราอย่างจัง  

                                                      นอกจากโดนัทที่เราได้กลิ่นอบเชย หอมกรุ่นแล้ว  ทางร้านยังมีขนมปังสังขยาที่หน้าตาดูดี พอมเสริฟที่เพิ่งเสร็จออกมาจากเตาหอมกรุ่นอีกชุดใหญ่ไม่มีใครรอช้าแล้วต่างก็สั่งเมนูที่ตนอยากจะลิ้มลองกันทุกคน

 

ขนมปังใส้สังขยา

 

มื้อนี้อยากทาน เพราะได้กลิ่นขนมโดนัทที่เพิ่งเสร็จจากเตา

มากกว่าความหิวโหย

                    ก่อนที่จะเอ่ยลาจากเชียงคานมื้อนี้เป็นมื้อสุดท้ายของพวกเรา  มีขนมปังสังขยาโดนัทอย่างละสี่อัน ชาผลไม้ กาแฟเย็น และชาเย็นอีกสองแก้ว แต่ราคา สามร้อยกว่าบาท  นับว่าเป้นมื้อสุดท้ายของเราที่แพงที่สุดในทริปก็ว่าได้  

แต่ความอยากรู้อยากเห็น วัฒนธรรมต่างๆของพวกเราไม่เคยหมดไปจากหัวใจ  ยังคงเสาะหาสถานที่ใหม่ๆ เป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมผู้คนรอบข้าง  และสัมผัสกับผู้คนท้องถิ่น จากประสบการณ์ตรงของเราเองอย่างสนุกสนานเรื่อยไป  เชียงคานยังอยู่ในความทรงจำของเราเสมอ  ถ้ามีโอกาสจะไปเยือนอีกครั้ง

            

 

ภาพและถ้อยคำ

 

โดย

 

Korp@i