๋่Jeabkero

บันทึกไว้ในรอยจำ…

จะอีกกี่คืน กี่วัน กี่ฝันร้าย…

March27
          เพิ่งเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับขโมยขึ้นบ้านไปได้ไม่นาน
วันนี้มันมาให้รู้สึกหวาดหวั่นอีกครั้งกับความไม่ปลอดภัยในชีวิต
ด้วยเพราะพิษเศรษฐกิจ หรือคุณธรรม จริยธรรม ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในหัวใจคนที่นับวันจะยิ่งต่ำลงๆทุกทีนะ

.       

         ตามปกติทุกเช้าฉันจะตื่นขึ้นมาทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆ แล้วข้ามมานั่งทำงานที่ออฟฟิศ ซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้าน แปลงสภาพมาจากร้านค้าเดิม กั้นห้องกระจกสำหรับใช้นั่งทำงานกัน ถ้าไม่ได้ออกไปพบลูกค้า ไปตรวจบัญชีหรือมีธุระที่ไหน พี่ชาย น้องสาว น้องชาย และฉันจะมานั่งทำงานกันจนประมาณ 5 โมงเย็น พี่ชายก็จะไปวิ่งออกกำลังกาย ส่วนฉันและน้องสาวก็ไปจ่ายตลาด กลับบ้านไปทำอาหารเย็นกัน จนกินข้าวเย็นเสร็จแล้วประมาณเกือบๆ 3 ทุ่มถึงข้ามมาเก็บของ แต่ช่วงนี้งานเริ่มยุ่งเราก็กลับมานั่งทำงานกันต่อจนดึก





                                                 

                                 ด้านหน้าออฟฟิศ

        เมื่อวานทุกคนเข้ากรุงเทพกันหมด ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย ปวดท้องมากๆก็เลยไม่ได้ข้ามมาเปิดออฟฟิศ นั่งทำงานบ้างนอนบ้างอยู่ที่บ้านจน 5 โมงกว่า น้าสะใภ้จะพาลูกเค้าไปทำฟัน ฉันเลยขอติดรถไปตรวจฟันด้วย เพราะไม่ได้ตรวจมาเป็นปีๆแล้ว เรากลับมาถึงบ้านอีกทีก็ทุ่มครึ่งแล้ว น้าสะใภ้จอดรถที่หน้าบ้านเพราะน้องอยากลงมาเล่นกับลูกหมา ฉันพาเดินไปที่กรงลูกหมาเพิ่งจะเปิดกรงเสร็จก็ได้ยินเสียงพี่สาวตะโกนเรียกให้ไปที่ออฟฟิศเร็ว โดนงัดอีกแล้ว หัวใจเต้นแรงจนรู้สึกได้เลย คิดในใจว่า “อีกแล้วเหรอนี่” ฉันรีบเดินออกไป บอกให้น้องเก็บลูกหมาใส่กรงแล้วตามไป

        ฉันเดินออกมาริมถนนมองข้ามไปมีคนอยู่หน้าออฟฟิศหลายคนแล้ว พี่ชาย พี่สาว น้องสาว เพื่อนบ้าน และจ่านู (เวลามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ก็โทรหาจ่านูไว้ก่อน แล้วแกก็จะวิทยุไปเรียกร้อยเวรมาเอง) น้องสาวเล่าว่าประมาณ 6 โมง 45 เค้าเดินอยู่หน้าบ้านเห็นแม่เดินออกมาเปิดไฟรั้ว เค้าหันมามองก็ยังปกติอยู่เลย จนพี่สาวนั่งมอเตอร์ไซค์กลับมาจากข้างนอก กำลังจะเดินเข้าบ้านมองมาที่ร้านซึ่งตอนนั้นมืดแล้ว เห็นไฟสะท้อนเหมือนเป็นล้อรถมอเตอร์ไซค์ ก็คิดว่ามีคนมานั่งรอเพื่อน เพราะที่ด้านหน้ามีม้าหินตั้งอยู่ แล้วก็มีคนเข้ามานั่งรออยู่บ่อยครั้ง เลยไม่ได้สนใจ แล้วเดินกลับเข้าบ้านไป

        พอดีว่าคนขี่มอเตอร์ไซค์เป็นคนที่สนิทสนมคุ้นเคยกัน เค้าสงสัยเลยส่องไฟข้ามมา ไฟมาสะท้อนกับประตู คนร้ายคงตกใจรีบขี่ออกไปโดยไม่ยอมเปิดไฟรถ พี่เค้าเสียเวลากลับรถอยู่เลยขี่ตามไปไม่ทัน คิดว่าคงหนีเข้าซอยไปแล้ว เลยกลับมาที่บ้านเรียกพี่สาว กับพี่ชายให้ไปดู พบว่าเหล็กสำหรับคล้องลูกกุญแจถูกตัดขาด ตอนแรกสันนิษฐานกันว่าคงใช้แก๊สตัด แต่ช่างที่มาซ่อมบอกว่าใช้กรรไกรตัวใหญ่ตัด



 

        เดินเข้าไปสำรวจของก็เห็นกองหนังสือระเกะระกะไปหมด คงเพราะเดินสะดุดในความมืด โทรศัพท์ไร้สายหายไปแต่ที่ชาร์ตยังอยู่ดี (แล้วมันจะใช้ยังไงวะ) มีเครื่องคอมพิวเตอร์ค่อนข้างเก่าอยู่เครื่องหนึ่ง พร้อมพรินเตอร์ มีร่องรอยการเปิดผ้าคลุมออกดู แต่เอาไปแค่ CPU พร้อมข้อมูลบัญชีหลายปีในนั้น แล้วก็เหล้าหายไปอีก 3 ขวด ซึ่งดูจะเป็นของที่มีราคาที่สุดเท่าที่เอาไปได้

      โทรศัพท์หายไป แต่เหลือที่ชาร์ตไว้ (ทำไมวะ)





                        ที่ตั้ง CPU

 เมื่อวันก่อนยังมีเหล้าตั้งอยู่ 3 ขวด จำได้ว่ามี Green Label ขวดนึงล่ะ

        ลูกพี่ลูกน้องที่อยู่บ้านข้างๆ เล่าให้ฟังอีกว่า ตอนประมาณ 4 โมงเย็น มีคนนำเอกสารบัญชีมาฝากไว้ให้ เค้ามองมาที่ออฟฟิศเห็นปิดอยู่ก็เลยเดินข้ามมาให้ที่บ้าน ตอนจะข้ามกลับมาเห็นมีคนรูปร่างท้วมๆขี่มอเตอร์ไซด์สีน้ำเงินเข้าไปที่หน้าออฟฟิศ แต่ก็ไม่ได้สงสัยอะไร มันคงจะเข้ามาดูลาดเลา มาดูว่าจะเปิดประตูยังไง นี่ถ้ามันมาเมื่อคืนก่อนๆหน้าละก็คงได้โน้ตบุ๊คไป 4 เครื่องทีเดียว เพราะเราทำงานกันจนเย็น แล้วกลับมากินข้าวโดยวางโน้ตบุ๊คทิ้งไว้ เพราะคิดว่าเดี๋ยวก็ต้องกลับไปทำงานต่อ ขี้เกียจหิ้วกลับไปกลับมา

                      กระเป๋าที่คนร้ายทิ้งไว้ให้เป็นที่ระลึก

        กว่าร้อยเวรจะมาถึงก็ 2 ทุ่มแล้ว เพราะออกไปปฏิบัติหน้าที่ข้างนอก มีอุบัติเหตุรถชนกัน พอมาถึงเดินลงมาจากรถก็ถามว่า “อีกแล้วเหรอ” ฉันคิดในใจ แล้วก็จับไม่ได้อีกแล้ว นี่เป็นครั้งที่ 5 หรือ 6 แล้วมั๊ง ที่ตำรวจทำหน้าที่ได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายมาก ไม่เคยจับคนร้ายได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เฮ้อ…จับไม่ได้หรือไม่ได้พยายามจะจับก็ไม่รู้ เดินสำรวจไปก็ถามว่า ไม่มีใครนอนเฝ้าเหรอ ฉันเลยตอบไปว่า “ก็ไม่ใช่เพราะว่านอนเฝ้าเหรอ พ่อถึงได้ถูกยิงตาย” เงียบไม่มีคำถามใดๆอีกเลย

        พวกเราพยายามหาทางปิดประตูกันอยู่พักใหญ่ กว่าจะข้ามกลับไปบ้านก็ 4 ทุ่มแล้ว ตอนกลับจากทำฟันยังรู้สึกหิวมากอยู่เลยเพราะเมื่อตอนกลางวันกินไปนิดเดียวเอง แต่ตอนนี้รู้สึกตื้อๆยังไงบอกไม่ถูก กินอะไรไม่ค่อยลง คงเพราะตอนแรกตกใจมากมั๊ง ถึงจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่ชินซักที

        วันนี้เรายังโชคดีนะที่ไม่มีใครเป็นอะไร เพราะสันนิษฐานกันว่า มันกล้ามาคนเดียวขนาดนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีปืนมาด้วยแน่ๆ แล้วพี่ชายก็เพิ่งกลับจากวิ่งกำลังถอยรถเข้าบ้าน แล้วจะข้ามมาเปิดไฟหน้าออฟฟิต เราเดินอยู่ทุกวันอย่างไม่ทันได้ระวังตัว ถ้าเดินมาแล้วคนร้ายออกมาพอดี มันคงไม่ทักทายสวัสดีเราหรอก แต่มันคงยิงเราแน่ๆ หรือต่อไปเราต้องพกมือไว้ตลอดเวลาแม้แต่ในบ้านตัวเอง ฉันอาจจะกังวลมากไป แต่สิ่งที่มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วทำให้ฉันรู้สึกกลัวเหลือเกิน…กลัวที่จะต้องสูญเสีญอีกครั้ง

by posted under Uncategorized | 4 Comments »    
4 Comments to

“จะอีกกี่คืน กี่วัน กี่ฝันร้าย…”

  1. April 1st, 2009 at 2:44 pm       jeabkero Says:

    ขอบคุณสำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอค่ะแยม


  2. April 1st, 2009 at 11:56 am       YAM TGO Says:

    แวะมาเป็นกำลังใจให้นะครับ อาจจะช้าแต่ก็มานะ
    และอยากให้รู้ว่าเป็นกำลังใจให้เพื่อนเสมอครับ


  3. March 27th, 2009 at 5:58 pm       sazzie Says:

    น้องสาว(ญาติ)แต่งงานแยกออกไปอยู่บ้านที่ซื้อกับแฟนได้ราวๆหกเดือนค่ะ โดนงัดไป 4 รอบแล้ว ตอนนี้เลยย้ายกลับมาอยู่บ้านน้า(พ่อของน้อง)

    รอบสุดท้ายที่งัดเข้าไปล่าสุดนี่ แม้แต่กาแฟในครัวมันยังหยิบไปเลย 5555 🙂


  4. March 27th, 2009 at 4:05 pm       xanax71 Says:

    บุญรักษานะคะ


You must be logged in to post a comment.