๋่Jeabkero

บันทึกไว้ในรอยจำ…

สูญเสีย

March17

.       เหนื่อยล้า…นานแล้ว เธอใช้เวลาชีวิตที่ผ่านมานั้น เพื่อฉันและคนมากมาย

       ผ่านร้อน…ผ่านหนาว เธอสร้างมันตามความฝันจนเกิดวันนี้ เพราะรักและความจริงใจ

       จากนี้…วันนี้ มันถึงเวลาที่ฉันจะกล่อมเธอนั้น ให้พักให้นอนผ่อนคลาย

       หลับตา…หลับตา มีเรื่องใดๆ เคยคิดและห่วงใยนั้น ฉันขอให้ลืมมันไป

       หลับฝัน พบเจอแต่สิ่งสวยงาม

       นอนหลับอยู่บนปลายฟ้า สายลมจะโชยพัดมาให้นอนสบาย

       ฝากฟ้า…ตรงนี้ ให้ฟ้าดูแลเธอได้ทุกอย่างแทนฉัน เมื่อฉันและเธอห่างไกล

       หลับตา…หลับตา และใช้เวลาที่เหลือไปกับความฝัน ที่แสนงดงามในใจ

       ด้วยความฝันที่แสนงดงามในใจ

       ด้วยความรัก คิดถึงเหลือเกิน…จากหัวใจ

        เหตุการณ์เมื่อ14 ปีที่แล้ว ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงโปรดที่ทำฉันต้องปาดน้ำตาทุกครั้งที่ได้ยิน หลังจากไม่ได้ฟังมานานวันนี้เสียงเพลงกล่อมพ่อ ที่ขับร้องโดย แพท สุธาสินี พุทธินันท์ ก็ปลุกความทรงจำที่ถูกเก็บมานานให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

        ตอนนั้นฉันยังเรียนอยู่ชั้น ม.6 พี่สาวและพี่ชายคนโตทำงานแล้ว พี่ชายอีกคนอยู่ปี 3 น้องสาวอยู่ชั้น ม. 2 และน้องชายคนเล็กเพิ่งเข้า ม.1 บ้านฉันอยู่ติดริมถนน ฝั่งตรงข้ามกับบ้านเป็นร้านขายของชำชั้นเดียว 3 ห้อง ซึ่งเปิดมาได้ไม่นานนัก แม่จะเป็นคนดูแลเอง ส่วนพ่อจะอยู่ช่วยถ้าไม่มีธุระที่ไหน ที่ร้านมีห้องนอนอยู่เพียงห้องเดียว ปกติพ่อจะมานอนเฝ้าโดยมีฉันและน้องมานอนเป็นเพื่อน แม้จะเป็นเตียงขนาด 6 ฟุต แต่ฉันกับน้องก็เลือกที่จะเอาที่นอนปูนอนข้างๆเตียงพ่อ ด้วยเรานอนดิ้นกันทั้งคู่ พ่ออาจจะนอนไม่หลับถ้ามีเรา 2 คนนอนอยู่ข้างๆ พ่อจะกลับไปนอนที่บ้านบ้างในบางสุดสัปดาห์ที่พี่ชายกลับมาบ้าน

        วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม 2537 เย็นนั้นหลังจากพ่อกลับมาจากประชุม เรานั่งกินข้าวด้วยกันที่หน้าร้านเหมือนเช่นเคย ฉันคิดว่าวันนี้พ่อคงจะกลับไปนอนที่บ้าน เพราะพี่ชายกลับมาบ้าน แต่คงเพราะรู้สึกครั่นเนื้อ ครั่นตัว เหมือนจะไม่สบาย หลังจากกินข้าวเสร็จไม่นาน พ่อก็เข้าไปนอนและหลับไปทั้งที่ยังไม่ได้อาบน้ำ ฉันกับน้องสาวอาบน้ำแล้วเข้านอนเช่นกัน เพราะวันรุ่งขึ้นฉันมีเรียนพิเศษแต่เช้า

        กลางดึกมีเสียงกุกกักๆปลุกให้ฉันตื่นขึ้น ฉันนอนตะแคงหันหน้าไปทางเตียงที่พ่อนอนอยู่ แสงไฟจากข้างบ้านลอดผ่านช่องกระจกเหนือหน้าต่างเข้ามา ฉันมองเห็นร่างคนยืนอยู่บนเตียง มีการดิ้นรนต่อสู้ อยู่ชั่วอึดใจ มีเสียงตะคอก “อยู่เฉยๆ” แล้วตามมาด้วยเสียงปืนดังสะนั่นหนึ่งนัด ปลิดความงัวเงียของฉันได้หมดสิ้น แล้วร่างนั้นก็กระโดดลงจากเตียงแล้ววิ่งออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ฉันรีบลุกขึ้นไปที่ประตูมองตามร่างนั้นกระโดดออกไปทางหน้าต่าง ฉันหันกลับมาที่ห้องคลำหาสวิสต์ไฟเพื่อจะเปิดดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อแสงไปสว่างขึ้น ฉันก็แทบช็อก ตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้า พ่อนอนแน่นิ่งอยู่บนเตียง มีเลือดนองบริเวณศีรษะมีของเหลวสีเหลืองๆไหลปนออกมา ฉันหันมาเห็นน้องสาวซึ่งไม่รู้ว่ามายืนอยู่ข้างฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ บอกให้น้องอยู่ที่นี่ก่อน ต้องเรียกคนมาช่วย ฉันเริ่มคิดด้วยสติที่ตอนนี้มีเหลืออยู่น้อยเต็มที เปิดประตูสิ แต่คงช้าไป ในที่สุดฉันก็เลือกที่จะวิ่งไปเปิดหน้าต่างแล้วกระโดดออกไปเรียกพี่ชายที่วันนี้ไปนอนกับยายซึ่งอยู่บ้านข้างๆกับร้าน ทั้งมืด ทั้งตกใจ ทั้งกลัว ฉันยืนเรียกไปร้องไห้ไป แล้ววิ่ง ไปเรียกพี่ป้อม ที่อยู่บ้านข้างๆ บอกว่าพ่อถูกยิง พอได้ยินแค่นั้นพี่ป้อมก็กระโดดข้ามรั้วที่สูงเกือบท่วมหัวฉัน แล้ววิ่งเท้าเปล่าไปที่ร้านอย่างเร็วที่สุด

        ฉันเดินร้องไห้กลับมาที่ร้าน ประตูถูกเปิดออกแล้ว ฉันมองไปนาฬิกาเหนือประตูห้องนอนซึ่งบอกเวลาตี 3 ตอนนี้บ้านใกล้ๆตื่นกันหมดแล้ว หลายคนวิ่งเข้าไปดูแล้วก็ต้องเบือนหน้าออกมา พี่ตาพี่สาวพี่ป้อมเข้าไปแล้วก็ต้องเอามือปิดหน้าวิ่งร้องไห้ออกมา “คนหรือผีเนี่ย” เธอร้องไห้เสียงดังขึ้น แต่ก็ดังไม่เท่าแม่ที่ข้ามมาจากบ้านแล้ว เสียงคนนั้นคนนี้เอะอะโวยวายไปหมด รู้สึกพี่ป้อมจะมีสติที่สุด เพราะป็นคนจัดการให้เอารถมาพาพ่อไปโรงพยาบาล พี่ป้อมและคนอื่นๆช่วยกันอุ้มร่างพ่อมาขึ้นรถไป

        หลังจากนำพ่อส่งโรงพยาบาลแล้ว เราก็เริ่มสำรวจร้านกัน หน้าต่างบานที่ฉันเห็นคนร้ายกระโดดหนีออกไปถูกงัด ลิ้นชักโต๊ะที่ตั้งอยู่ด้านนอกห้องนอนถูกงัด แต่ไม่มีอะไรหายเพราะมีแค่เหรียญอยู่แค่ไม่กี่ร้อยบาท สร้อยทองพร้อมพระเลี่ยมทอง และกระเป๋าคาดเอวที่ใส่เงินไว้สำหรับทอนประมาณ 4-5 พันบาท ซึ่งวางอยู่หัวเตียงหายไป เหลือปืนอยู่กระบอกเดียวที่พ่อวางไว้หัวเตียงเป็นประจำ ฉันเบือนหน้าหนีจากกองเลือดตรงหน้าเดินกลับออกมาหน้าร้าน อะไรจะอยู่จะหายก็ช่างมันเถอะ ได้แต่นึกในใจว่า ของแค่นี้เหรอที่มันอยากได้ อยากได้จนถึงขนาดจะต้องฆ่ากันเลยหรือ จิตใจคนพวกนี้มันทำด้วยอะไรกันนะ หรือว่าพวกมันไม่มี…ไม่มีหัวใจ

        ยิ่งใกล้เช้าผู้คนก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกทีๆ รถจอดยาวตลอด 2 ข้างทาง เสียงพูดคุย โจษจัน วิพากษ์วิจารณ์ กันไปต่างๆนาๆ ฉันไม่มีกะใจจะตอบคำถามใดๆ เลยปลีกตัวออกมาเดินข้ามถนนกลับบ้าน นั่งรอฟังข่าวจากทางโรงพยาบาล ได้แต่ภาวนาขอให้พ่อปลอดภัยด้วยความหวังที่ดูเลือนลางเหลือเกิน เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสายแล้วสายเล่า เพื่อถามไถ่เรื่องราว โดยไม่สนใจเลยว่าฉันจะอยากตอบหรือเปล่า

        “ที่บ้านมีอะไรกัน รถจอดเต็มหน้าบ้านเลย”

        “ได้ยินว่าผู้ใหญ่ถูกยิงเหรอ”

        “ถูกยิงที่ไหน”

        “ใครยิง”

        “พ่อถูกยิง” ฉันตอบผู้ถามสายหนึ่ง

        “ว่าไงนะ” เค้าย้ำถาม

        “พ่อถูกยิง”

        “ฮะ อะไรนะ”

        “พ่อถูกยิง”

        “ฮะ”

        “พ่อถูกยิง” ฉันตะคอกกลับไปเพราะเริ่มไม่ไหว พร้อมกระแทกโทรศัพท์โครมใหญ่ จะย้ำอะไรกันนักกันหนา ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันแหละหน่า

        “กริ๊งงงงงงงงง” เสียงโทรศัพท์ยังคงดังขึ้นอีก กะว่าเป็นคนเดิมจะด่าให้ “ฮาโหล” ปลายสายเป็นพี่ป้อมโทรมาจากโรงพยาบาล “เจี๊ยบเตรียมชุดข้าราชการให้พ่อด้วย พ่อไม่ไหวแล้ว” หลังจากวางสายฉันก็ ร้องไห้โฮ พ่อไม่ไหวแล้วเหรอ ฉันก็ไม่ไหวเหมือนกันนะ เพิ่งเข้าใจว่าความรู้สึกสิ้นหวัง ความสูญเสียมันเป็นยังไง จากสติที่เหลืออยู่น้อยเต็มที ตอนนี้ไม่เหลืออีกแล้ว ฉันจำไม่ได้ว่าบอกใครให้เตรียมชุดให้พ่อ ใครเป็นคนเอาชุดไปโรงพยาบาล แม้พยายามที่จะนึกแค่ไหน แต่ก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยจริงๆ เหมือนสมองจะหยุดทำงาน หรือถูกปฏิเสธที่จะรับรู้หรือจดจำเรื่องราวใดๆทั้งสิ้น

        ฉันพอจะจำได้อีกครั้งคือตอนเย็นที่อยู่ที่วัด อาจารย์ที่โรงเรียนแวะมาเพื่อจะรดน้ำศพ แต่เราไม่ได้จัดพิธีรดน้ำศพ เมื่อนำศพพ่อมาถึงวัด มีคนของมูลนิธิ หรือที่ร้านจำหน่ายโลงศพฉันก็ไม่รู้ และก็ไม่ได้อยากรับรู้ด้วย มาทำพิธีให้ บอกให้ทำอะไรฉันก็ทำ ให้ลูกๆนำกระดาษมาวางในโลงและให้ป้อนข้าวและอาหารให้พ่อ ฉันมองพ่อด้วยน้ำตานองหน้า พ่อนอนหลับตาอยู่เหมือนเมื่อเช้า แต่หน้าพ่อดูซีดเซียวเหลือเกิน จนกลายเป็นสีเหลือง และนั่นก็เป็นภาพสุดท้ายที่ฉันได้เห็นหน้าพ่อ พ่อซึ่งเปรียบดั่งโคมทองแห่งชีวิตที่แสนยิ่งใหญ่ วันนี้ดับลงแล้วอีก 7 ชีวิตที่เหลือจะเดินต่อไปอย่างไรในโลกอันแสนมืดมิด

        พ่อฉันเป็นผู้ใหญ่บ้านมา 10 กว่าปีมีคนรักนับถือมากมาย ฉันเชื่อว่าพ่อฉันเป็นคนดี ไม่ใช่เพราะว่าท่านเป็นพ่อฉัน แต่พ่อเป็นคนดีจากคำบอกเล่าจากคนรอบข้าง จากคนที่พ่อช่วยเหลือ จากคนเฒ่าคนแก่ที่ร้องไห้เสียใจกับการจากไปของพ่อ พ่อเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่ชอบเข้างานสังคม พ่อไม่ค่อยปฏิเสธเวลามีคนมาขอความช่วยเหลือ จะดึกดื่นเที่ยงคืน ตีหนึ่ง น้ำไม่ไหล ไฟดับ โดนจับ รถชน มาเรียกพ่อก็ไม่เคยบ่น คนที่บ่นกลับเป็นแม่ ซึ่งอยากให้พ่อลาออกซะทีกับเงินเดือนพันกว่าบาทในสมัยนั้น แต่ทำงานเหมือนไม่มีวันหยุดเลย แต่ฉันคิดว่าพ่อยินดีและเต็มใจเสมอที่ได้ช่วยเหลือคนอื่น และฉันก็ภูมิใจในตัวพ่อมากทีเดียว

        งานศพถูกจัดขึ้น 4 คืนที่วัดใกล้ๆบ้าน มีผู้คนมาร่วมงานวันละหลายร้อยคน แต่ฉันแทบจะไม่รับรู้เอาซะเลยว่ามีใครบ้าง หลังงานศพมานั่งดูรูปยังมึนๆอยู่ว่าคนตั้งมากมายแต่ทำไมฉันถึงจำไม่ได้เลย แม้แต่เพื่อนร่วมห้องที่มากันทุกคืนเลยด้วยซ้ำไป รายละเอียดระหว่างงานศพ การให้ปากคำที่โรงพัก การไปขึ้นศาล และอีกหลายๆเรื่องแทบจะไม่ได้รับการจดจำไว้เลย

        เสร็จจากพิธีสวดศพ วันรุ่งขึ้นเราต้องนำศพพ่อไปฝังที่ฮวงซุ้ยซึ่งเป็นที่ของพ่อเอง อยู่ไม่ไกลบ้านนัก มีศพของอากง อาม่า (ปู่กับย่า) ฝังอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว ระหว่างเคลื่อนศพออกจากวัด ตามธรรมเนียม ความเชื่อของจีน หรืออะไรก็ตามแต่เค้าไม่ให้ภรรยาไปด้วย แม่ร้องไห้ลั่นศาลา ดังว่าจะขาดใจเสียให้ได้ มีคนร่วมขบวนไปส่งศพกันมากมายแม้จะเป็นวันทำงานก็ตาม มีใครซักคนบอกฉันว่ามีรถในขบวน 49 คันเท่าอายุพ่อเลย หลังกลับจากส่งศพบรรยากาศในบ้านยิ่งเงียบเหงา เพราะเหลือแค่พวกเราแม่ลูก 7 คนนั่งเศร้าอยู่ด้วยกัน ฉันสามารถนั่งอยู่เฉยๆคนเดียวได้เป็นวันๆ ไม่มีเรี่ยวแรงจะคิดจะทำอะไรทั้งนั้น

        คืนแล้วคืนเล่าที่ฉันต้องทนทรมานกับการข่มตาให้หลับ และผวาตื่นขึ้นมาคืนละหลายๆรอบ แม้แต่จะหลับตาล้างหน้าภาพของพ่อที่เต็มไปด้วยเลือดก็จะผุดขึ้นมาทันที ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองใกล้จะเป็นบ้าเต็มที สุดท้ายฉันก็ต้องพึ่งยานอนหลับอยู่นานทีเดียว กว่าจะสามารถนอนหลับได้เอง

        แล้ววันนั้น… คืนวันอันโหดร้ายก็ผ่านไป ผ่านไปกว่า14 ปี แต่ร่องรอยบาดแผลที่กรีดลึกในหัวใจพวกเรายังคงอยู่ และยังคงเจ็บปวดทุกครั้งที่ได้นึกถึง แม้ความตายจะพรากเราจากกันไกลคนละภพ แต่ฉันก็เชื่อว่าพ่อยังอยู่… อยู่ในใจลูกๆทุกคนเสมอมา และตลอดไป



by posted under Uncategorized | 14 Comments »    
14 Comments to

“สูญเสีย”

  1. August 1st, 2011 at 10:30 am       kung naunwan Says:

    เรื่องผ่านมานานมากแล้ว,,ความทรงจำต่างๆ ก็เลือนรางไปบ้าง,,พอได้อ่านอีกครั้ง เหมือนตอกย้ำความทรงจำที่แสนจะโหดร้ายนั้นให้กลับมาอีก,,เราเป็นเพียงแค่คนที่บังเอิญได้รับรู้/ได้อยู่กับเจี๊ยบเพียงช่วงเวลาหนึ่ง,,ยังคงจำได้เสมอถึงสีหน้า อารมณ์ และความรู้สึกของเพื่อน ที่สำคัญเสียงร้องไห้ของแม่ที่ศาลาวันที่เคลื่อนศพพ่อเจ๊ยบไปฝัง,,ทำให้รู้สึกว่า ‘เรารักเจี๊ยบ’เราเลยอธิษฐานบอกพ่อเจี๊ยบว่าจะช่วยดูแลเจี๊ยบตลอดไป (เราไม่เคยบอกใครเลยนะ),,,จนวันที่แกแต่งงาน เราดีใจมากที่เพื่อนมีความสุข และเราก็ฝากพี่นพให้ดูแลเจี๊ยบแทน,,รักแกนะ เพื่อนรัก,,^_^,,


  2. March 6th, 2010 at 11:08 pm       noitgo Says:

    เราจะรักเเละดูเเลพ่อแม่เรามากๆ จนกว่าจะถึงวันที่จากลา
    เรื่องราวจากปลายปากกาของเจี๊ยบไม่ได้เป็นเพียงเเค่เเรงบันดาลใจในงานเขียนของใครอีกหลายคน
    แต่ยังเป็นเเรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอยู่ต่อไปของเรา
    ทำสิ่งที่สมควรทำอย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากระหว่างคนที่เรารัก…พ่อ แม่ เเละคนในครอบครัว
    ทำให้เหลียวมามองคนข้างกายเรา คนในครอบครัวที่เรารัก เเละ รักเราเสมอมา
    เราช่่างโชคดีจังที่เค้ายังอยู่กับเราในขณะจิตนี้………


  3. April 1st, 2009 at 2:42 pm       jeabkero Says:

    ดีใจยิ่งกว่าที่ได้รู้จักพี่แหม่มค่ะ พี่สาวที่แสนดีของหนู


  4. March 30th, 2009 at 2:09 pm       แหม่มTGO Says:

    “พ่อผู้ใหญ่” ได้ส่งผ่าน ความดี ไว้ที่กับลูกสาวคนนี้ ผู้สานต่อเจตนารมย์แห่งความดี ได้สืบทอดต่อไป
    ดีใจและภูมิใจยิ่งที่ได้รู้จัก ดอกไม้งามที่มีกลีบก้านอันแข็งแรง จิตใจแสนแกร่งคนนี้


  5. March 19th, 2009 at 8:32 pm       jeabkero Says:

    ขอบคุณค่ะพี่แยม


  6. March 19th, 2009 at 5:30 pm       แยม Says:

    มาขอนั่งเงียบๆ ให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ล่ะกันนะเจี๋ยบ


  7. March 18th, 2009 at 10:50 am       chaba2550 Says:

    ขอบคุณค่ะ 🙂 🙂


  8. March 18th, 2009 at 10:11 am       jeabkero Says:

    ไม่ขัดข้องค่ะพี่ชบา ยิ่งถ้าเรื่องนี้สามารถเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ใครอีกหลายคน ได้เริ่มต้นทำสิ่งดีๆโดยไม่รอให้ถึงพรุ่งนี้ที่อาจไม่มีวันมาถึงค่ะ

    ขอบคุณอีกครั้งสำหรับกำลังใจจากพี่สาวที่แสนดีค่ะ


  9. March 17th, 2009 at 11:07 pm       chaba2550 Says:

    น้องเจี๊ยบคะ

    พี่ชบา ขอปรึกษาว่าจะเหมาะหรือไม่
    ที่จะใส่ลิงค์บล๊อค เรื่อง สูญเสีย .. เพื่ออ้างอิงว่า
    งานเขียนของน้องเจี๊ยบวันนี้ ว่าเป็นแรงบันดาลใจในงานเขียนเรื่อง เพียงเพื่อกำลังใจของพี่ชบา

    เผื่อใครต้องการอ่าน จะเหมาะสม หรือเปล่าคะ ??


  10. March 17th, 2009 at 7:41 pm       pijika Says:

    เศร้าจังเลย น้องเจี๊ยบ
    เขียนอะไรไม่ออกเลย


  11. March 17th, 2009 at 7:21 pm       jeabkero Says:

    ขอบคุณสำหรับทุกๆกำลังใจค่ะ เรื่องมันผ่านมานานมากแล้วค่ะ แต่พอมีเหตุให้นึกถึงทีไรก็ยังรู้สึกสะเทือนใจทุกครั้งไปจนอยากระบายออกมาค่ะ


  12. March 17th, 2009 at 6:34 pm       sazzie Says:

    ขอร่วมไว้อาลัยกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่นะคะ

    คุณพ่อท่านจากไปแล้ว ยังมีคุณแม่ที่คุณเจี๊ยบและพี่ๆน้องๆต้องดูแลค่ะ สู้ๆค่ะ 🙂


  13. March 17th, 2009 at 6:19 pm       chaba2550 Says:

    ขอแสดงความเสียใจกับทุกคนในครอบครัวด้วยค่ะ น้องเจี๊ยบ ..


  14. March 17th, 2009 at 5:31 pm       chaleejang Says:

    อ่านแล้วสะเทือนใจ
    จนไม่สามารถจะเขียนอะไรได้
    เพราะคนที่สะเทือนใจกว่า
    คือผู้สูญเสียอย่างน้องเจี๊ยบ
    และครอบครัวที่ต้องเสียบุคคลอันเป็นที่รัก…ไปต่อหน้าต่อตา

    แม้จะผ่านมาแล้วกว่า ๑๔ ปี
    แต่ช่วงเวลานับจากนี้
    ก็ต้องก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็งนะคะ
    เป็นกำลังใจให้ค่ะ


You must be logged in to post a comment.