๋่Jeabkero

บันทึกไว้ในรอยจำ…

แล้ววันนี้…ปาฏิหาริย์ก็มีจริงๆ

December19

.

เมื่อวานซืนพี่พิงค์ชวนไปเยี่ยมพี่น้องเราที่ยังรักษาตัวอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆกันอีกหลายท่านทีเดียว
เพื่อเป็นการให้กำลังใจพี่น้องพันธมิตร
และดูว่าอาจจะมีอะไรขาดเหลือที่พวกเราพอจะช่วยได้บ้างเพื่อเป็นการตอบแทนในความเสียสละยิ่งของพวกเค้า
โครงการนี้คิดกันไว้นานแล้ว ตั้งใจจะไปเยี่ยมหลายครั้งหลายคราแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปซักที
หาเวลาว่างตรงกันไม่ลงตัว คราวนี้พี่พิงค์ลางานไว้ว่าจะชวนไปกันหลายๆคนแต่เป็นวันทำงานเลยต้องไปกันได้แค่
3 คน ฉัน พี่พงค์ พี่จอม
ตกลงว่าพรุ่งนี้เราจะไปเยี่ยมพี่เจ๊ก (พี่คนที่ขาขาด บนปกหนังสือตำรวจฆ่าประชาชน)
กับพี่รุ่งทิวา (พี่สาวที่โดนระเบิดตรงศีรษะ) ที่โรงพยาบาลจุฬากัน




ตอนเช้าฉันรับหน้าที่โทรไปปลุกพี่จอมตอน9 โมงครึ่ง เพราะปกติพี่แกนอนเช้าตื่นบ่าย
เช้ามาเห็นพี่แกยังไปเม้นตามบ้านต่างๆอยู่จนตี
4 กว่าๆ
ยังนึกอยู่ว่าจะตื่นมั๊ยนะ แต่ก็ไม่ยากเย็นอย่างที่คิด นัดเจอกันตอนเที่ยงครึ่ง
ไปแวะทานข้าว และซื้อของติดไม้ติดมือไปเยี่ยมพี่เค้าซะหน่อย
ไปถึงโรงพยาบาลก็ปาเข้าไปบ่าย
2 แล้ว
แวะไปเยี่ยมพี่เจ๊กก่อน มีคนแวะมาเยี่ยมก่อนหน้า
2-3 คน
ดูพี่เค้าซูบลงมากเมื่อเทียบกับรูปถ่าย แต่ก็ดีขึ้นมากแล้ว ขาข้างซ้ายที่ขาดไป
แผลแห้งเกือบสนิทแล้ว แต่ขาข้างขวาซึ่งร่องรอยเหมือนโดนไฟลวก ดูเหมือนเนื้อจะตาย
เป็นแผลใหญ่มากทีเดียว ช่วงนี้ก็ต้องมีการทำกายภาพเพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง
เมื่อแผลหายสนิทดีแล้ว ก็จะทำการวัด และใส่ขาเทียมต่อไป แต่พี่เค้าก็กำลังใจดีมากๆ


 



 




พี่เจ๊กเล่าถึงเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาว่า แกเป็นการ์ด สรส.โดนระเบิดตั้งแต่ลูกแรกเลย
แต่ไม่รู้ตัว (อาจเพราะยังรู้สึกชาอยู่ก็ได้) พอระเบิดลงเพื่อนมาเรียกเค้าบอกว่าให้ไปเตรียมตัวเถอะ
ตำรวจยิงแล้ว แกหันมาบอกให้เพื่อนไปก่อนยังไม่ได้เก็บของเลย หันมาเห็นตัวเองไม่มีขาแล้วยังพูดว่า
เฮ้ย ไม่มีขาแล้วจะไปยังไงพี่เจ๊กบอกว่าตำรวจก็ไม่ช่วยอะไรเลย
แค่เอาน้ำมาล้างหน้าให้ จนแกต้องบอกว่า เจ็บมากทนไม่ไหวแล้ว เลือดออกจนหมดก๊อกแล้ว
(ไม่รู้ว่าตำรวจพวกนั้นจิตใจมันทำด้วยอะไร เป็นมนุษย์หรือเปล่า ถึงเห็นคนเจ็บขนาดนั้น
แล้วยังนิ่งดูดายไม่ทำอะไรได้) แต่พี่เค้าก็บอกว่าไม่โทษใคร เค้าอยากมาของเค้าเอง
คราวหน้าถ้ามีการชุมนุมอีกก็จะมา นับถือในจิตใจอันเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของพี่เจ๊กมากค่ะ




พี่เจ๊กเล่าว่า
มีนักข่าวช่องต่างๆติดต่อมาขอสัมภาษณ์แต่ปฏิเสธไปหมด ไม่อยากคุยด้วย
(เป็นฉันก็คงปฏิเสธก็ออกข่าวบิดเบือนกันซะขนาดนั้น ใครจะไปอยากคุยด้วยล่ะ
หาว่าพี่เค้าขาขาดอยู่แล้วบ้างล่ะ เอาน้ำแดงมาราดบ้างล่ะ
หรือวันนี้สื่อดีๆได้ถูกอำนาจเงินกลืนกินไปหมดแล้ว)
คุยกันซักพักพวกเราก็ขอตัวไปเยี่ยมพี่รุ่งทิวาต่อ ก่อนกลับแลกเบอร์โทรกันไว้
พี่เจ๊กบอกว่าเผื่อกลับบ้านแล้วพันธมิตรมีงานอะไร จะได้โทรบอกให้ไปเที่ยวที่ชุมพรกัน




ร่ำลากันเสร็จแล้วพวกเราเดินไปอีกตึกเพื่อเยี่ยมพี่รุ่งทิวา
ระหว่างรอลิฟท์เจ้าหน้าที่เดินมาถามพี่จอมซึ่งสะพายกล้องไปด้วยว่ามาทำอะไร
เป็นนักข่าวหรือเปล่า พอบอกว่ามาเยี่ยมพี่รุ่งทิวา
เค้าก็ตอบด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าเพิ่งย้ายออกจาก
ICU วันนี้เอง
ก็พอดีกับสามีพี่รุ่งทิว่าซึ่งเพิ่งมาถึงเหมือนกันหิ้วขนมมาแจกเจ้าหน้าที่ถุงใหญ่เชียว
คงเพิ่งมาจากโคราช และก็เพิ่งทราบเหมือนกันว่าพี่รุ่งทิวาย้ายห้องแล้ว
ก็เลยเดินไปพร้อมกัน ตอนแรกคิดว่าคงแวะมาไม่นานเพราะพี่รุ่งทิวาแม้อาการจะดีขึ้นมากจากวันแรก
แต่ก็เพิ่งรับรู้ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น




พวกเราคุยกับสามีพี่เค้าอยู่ร่วมชั่วโมงด้วยหน้าตายิ้มแย้มอยู่ตลอด
(มัวแต่คุยเพลินจนลืมถามชื่อพี่เค้าล่ะ)พี่เค้าเล่าเรื่องต่างๆให้ฟังมากมาย
เริ่มตั้งแต่แต่งงานกับพี่รุ่งทิวาเพราะผู้ใหญ่เห็นว่าอายุถึงวัยที่จะมีครอบครัวได้แล้ว
ก็นำรูปผู้หญิงมาให้เลือก
4 คน
แต่พี่เค้าไม่เลือกบอกว่าตามใจแม่ให้แม่เป็นคนเลือกให้
แม่ก็เอาดวงไปดูแล้วเข้ากับพี่รุ่งทิวาได้ ก็นัดเจอกันประมาณ
4 ครั้งก็แต่ง ไม่ได้รักกัน มาก่อน ตอนนั้นยังไม่มีอะไรเลยด้วยซ้ำ
พี่รุ่งทิวาก็บอกไม่เป็นไร ฝ่าฟันมาด้วยกันจนความผูกพันกลั่นตัวเป็นความรัก พร้อมลูกอีก
2 คน ลูกชายก็เคยติดยาหนักตอนเรียนอยู่ชั้นมัธยม
แต่พี่เค้าก็ดูแลด้วยความรัก
ความเข้าใจจนลูกชายกลับใจและเลิกยาได้อย่างเด็ดขาดในที่สุด ตอนนี้มีครอบครัว
มีหลานให้พี่เค้าอุ้มแล้วด้วยวัย
4-5 เดือน
ซึ่งพี่รุ่งทิวาเป็นคนช่วยดูแลด้วยตนเอง




พี่รุ่งทิวามาชุมนุมตั้งแต่ปี 48 มาของเค้าคนเดียว จ้างคนขับรถมาให้
บางครั้งก็ให้มานั่งเป็นเพื่อนกลางแดดร้อนเปรี้ยงด้วยหัวใจอันเด็ดเดี่ยวที่ออกมาต่อสู้เพื่อความถูกต้อง
เพื่อประเทศชาติ และต่อเนื่องมาจนถึงปี
51 สามีพี่เค้าบอกว่า
พี่รุ่งทิวามักเช่ารถมากับเพื่อน กลับไปก็ไม่ค่อยได้เล่าอะไรให้ฟัง อาจเพราะกลัวว่าพี่เค้าจะไม่ให้ไปร่วมชุมนุมอีก
ล่าสุดพี่รุ่งทิวาเพิ่งกลับไปถึงบ้านที่ปากช่อง วันที่
6 พอได้ยินข่าวสลายการชุมนุมก็กลับมาอีกโดยฝากหลานไว้กับซิ่มข้างบ้านให้ช่วยเลี้ยงให้
มาถึงรัฐสภาตอนช่วงบ่ายๆ อยู่ร่วมกับเพื่อนๆแถวสวนสัตว์ดุสิต และโดนระเบิดตอนช่วง
4 โมงเย็น เพื่อนๆที่มาด้วยกันก็เจ็บหนักหลายคนแต่พี่รุ่งทิว่าหนักที่สุด
สามีพี่เค้าได้ทราบข่าวตอนประมาณ
4 ทุ่ม
มีพันธมิตรด้วยกันมาแจ้งข่าวที่บ้าน




วันแรกๆอาการหนักมาก ลุ้นกันวันต่อวัน
ฉันนึกถึงภาพที่แกนนำเอามาให้ดูที่ชุมนุม เสียงร้องไห้ระงมไปทั้งทำเนียบ ตามด้วยเสียงก่นด่า
สาปแช่งพวกเดรัจฉานที่ทำร้ายได้แม้กระทั่งผู้หญิง วันนั้นเรายังสงบนิ่งส่งแรงใจให้พี่รุ่งทิวา
อธิษฐานขอให้ปาฏิหาริย์เกิดขึ้นสักครั้ง แล้ววันนี้ปาฏิหาริย์ก็มีจริงๆ พี่รุ่งทิวาอาการดีขึ้นเรื่อยๆ
หมอยืนยันว่ามีชีวิตรอดแน่นอน แต่ต้องรอดูอาการอย่างใกล้ชิดต่อไปอีกระยะหนึ่งเพราะไม่รู้ว่าสมองส่วนไหนที่ถูกทำลายไปบ้าง




ภาพที่สามีแกคอยเรียกพี่รุ่งทิวา คอยดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดด้วยความรัก
ความหวังเพียงให้พี่รุ่งทิวามีกำลังใจที่จะสู้ต่อไป ทำเอาพวกเราน้ำตาคลอ เหมือนมีก้อนอะไรมาจุกอยู่ที่คอ
(แอบเห็นพี่จอมน้ำตาไหลด้วย) พี่เค้าต้องเดินทางไปกลับ กรุงเทพ
โคราช  เกือบทุกวัน
คุณแม่เค้าก็เข้าโรงพยาบาลไล่ๆกับพี่รุ่งทิวา และเสียชีวิตแล้ว วันนี้เพิ่งมาโรงพยาบาลหลังจากเสร็จจากงานศพ
ความเจ็บปวด ความสูญเสีย ปัญหาต่างๆาถาโถมเข้ามาจนคิดว่าถ้าเป็นตัวเราจะก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้ไปได้ยังไงกันนะ
แต่พี่เค้าก็ยังยิ้มได้ ศรัทธาในหัวใจอันเข้มแข็งของพี่เค้าจริงๆ พี่เค้าเล่าอีกว่าเค้าบอกลูกเสมอว่าไม่ต้องเสียใจที่แม่เป็นแบบนี้
เป็นความตั้งใจของแม่เค้า แม่เค้าเต็มใจทำเพื่อในหลวง เพื่อประเทศชาติ




วันนี้ตั้งใจมาเป็นผู้ให้
จะมาให้กำลังใจพี่น้องเรา แต่กลับเป็นผู้รับกันไปเต็มๆ ซึมซับรับความรู้สึกดีๆ ความมีน้ำใจ
ความเสียสละ และได้ข้อคิดดีๆกลับมามากมาย ปัญหาของเราที่เคยรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่
หนักหนา ทำเอาท้อใจเสียเหลือเกิน วันนี้เล็กลงถนัดใจ ไม่ได้เศษเสี้ยวที่พี่เค้าประสบพบเจอมาเลยจริงๆ




วันนี้มีแรงพลังกลับมาเต็มหัวใจทีเดียว
เป็นอีกครั้งที่รู้สึกนับถือในหัวใจอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ความมีน้ำใจ ความเสียสละ
และหัวใจศรัทธาอันแรงกล้าของเหล่าพี่น้องพันธมิตร สิ่งต่างๆเหล่านี้นับวันยิ่งหาได้ยากในสังคมที่แก่งแย่งชิงดี
สังคมที่ผู้คนสนใจแต่ประโยชน์ส่วนตัวมากขึ้นทุกวัน แต่กลับมีอยู่อย่างล้นเหลือที่พันธมิตร
ถึงวันนี้ยังอยากย้ำอีกครั้งว่าดีใจ
ดีใจจริงๆที่ได้เป็นพันธมิตร
ได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ ซึ่งหาได้ยากขึ้นทุกทีๆ ในสังคมไทย

 

 

 

 

7 Comments to

“แล้ววันนี้…ปาฏิหาริย์ก็มีจริงๆ”

  1. November 11th, 2011 at 2:36 pm       เด็กกำพร้าวัดโบสถ์วรดิตถ์ Says:

    พวกเราเป็นเด็กกำพร้ามาอาศัยอยู่ทีวัดโบสถ์วรดิตถ์อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง มาอาศัยอยูประมาณ 300 ชีวิต รอความช่วยเหลือ พวกเราอยากกินน่องไก่ทอด ก๋วยเตียว ราดหน้า พะโล้ ต้องการข้าวสารอาหารแห้ง ติดต่อสอบถาม 0817133557


  2. January 12th, 2009 at 12:05 am       hanzen Says:

    เที่ยวปีใหม่สนุกมั๊ยครับ หวังว่าคงไปชาร์ตแบ็ตมาจนล้นแล้วนะ ขอให้สุขภาพแข็งแรงและแข็งแรงยิ่งๆขึ้นไปนะ วันก่อนได้เห็นคลิปเก่าของทีจีโอ ในบล็อกลูกขะแมร์ นึกว่าใครหน้าคุ้นๆ คิดว่าวันนั้นเป็นครั้งแรกที่พี่เห็นทีจีโอเต็มๆนะ (ปกติได้แต่เดินผ่าน) วันนั้นเห็นนายอิ๊ปยังใสๆอยู่เลยนะ ฮ่าๆๆ


  3. December 31st, 2008 at 8:42 pm       chaleejang Says:

    สวัสดีปีใหม่แด่น้องเจี๊ยบค่ะ

    สวัสดีปีใหม่ให้สุขขี
    ให้เปรมปรีดิ์มีฤดีเกษมสันต์
    ให้สุขกายสบายจิตถ้วนทั่วกัน
    ให้สราญบานชื่นรื่นฤทัย

    ที่เจ็บไข้ให้หายคลายจากเจ็บ
    ที่หนาวเหน็บให้อุ่นกรุ่นสดใส
    ที่ทุกข์ท้อขอให้คลายเศร้าใจ
    ให้ปีใหม่มีสุขศรีทุกวี่วัน

    “ชาลี”

    🙂 )))


  4. December 24th, 2008 at 2:46 pm       bonkalasin Says:

    จะบอกได้ทันมั้ยนะเนี่ย


  5. December 24th, 2008 at 5:10 am       pompanobeach Says:

    มาร่วมให้ กําลังใจกับพี่ เจค

    P.S. ทําไม ใส่รูป โปรไฟล ไม่ได้สักที

    Sek: tui


  6. December 20th, 2008 at 6:29 pm       jeabkero Says:

    พี่ bonkalasin เข้ามา กทม. ก็บอกกันบ้างนะคะเผื่อจะได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนพี่น้องเราด้วยกันค่ะ


  7. December 19th, 2008 at 5:13 pm       bonkalasin Says:

    นับเป็นโอกาสอันดีแห่งชีวิตที่ได้มีโอกาสมาสัมผัสบางสิ่งที่เริ่มหายไปในสังคมปัจจุบัน

    ….แต่หาได้อย่างเหลือเฟือที่พันธมิตร เท่านั้น

    มีเวลาอย่าลืมไปเยี่ยมพี่น้องของเราบ่อยๆนะครับ

    วันไหนแวะเวียนเข้า กทม.อีก จะมากระซิบบอกอีกที
    เผื่อจะได้ร่วมก๊วนไปเยี่ยมพี่น้องของเราที่โรงพยาบาลด้วยนะ…


You must be logged in to post a comment.