ข้าวก้นบาตร

0

Posted by chairojt | Posted in การเมือง | Posted on 09-10-2009

     วันนี้ ๖ ต.ค. ๒๕๕๒ ผมตักข้าวสารที่ขอแม่มาจากบ้านสอง-สามกะละมัง เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่กลับไปเยี่ยมบ้าน ผมบรรจงตักข้าวสารใส่ถุงทีละถ้วย
มัดยางทีละถุง เพื่อเตรียมตัวไปทำบุญในตอนเช้ามืดของวันที่ ๗ ต.ค. ๒๕๕๒


.

     วันนี้พรรคการเมืองใหม่ ได้เชิญพี่น้องที่เป็นสมาชิกพรรคเข้าร่วมออกคะแนนเสียง เพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและตำแหน่งอื่นๆ
และเราก็ได้คุณสนธิ เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และได้ตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งเราก็คุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี











     พี่น้องหลายคนไม่เห็นด้วยกับการที่พันธมิตรฯ
ตั้ง “พรรคการเมืองใหม่” ขึ้นมา
และก็ไม่เห็นด้วยกับการที่คุณสนธิรับเป็นหัวหน้าพรรค

 



     เพราะในประวัติศาสตร์ก็มีให้เห็นแล้วว่า “ประชาชนถูกทรยศ”








     ส่วนตัวผมแล้วจะตั้งหรือไม่ตั้ง จะมีหรือไม่มีไม่สำคัญ
ผมเป็นพันธมิตรฯ และผมขอสู้ทุกสนามที่ยืนอยู่ข้าง “ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์” ถ้าผิดจากนี้ไม่ใช่เรา

 




 

ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราจะเปิดแนวรุกใหม่
ในการต่อสู้กลับ “ความชั่วร้าย” เหมือนที่พันธมิตรฯ ต่อสู้



 

     พี่น้องอย่าเพิ่งผิดหวัง
“เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์” อีกครั้งหนึ่งว่าเราคือ “ของจริง” เหมือนเมื่อครั้งที่เวลาได้พิสูจน์พันธมิตรฯ
แล้วว่าคือ “ของจริง”



 

พี่น้องอย่าเพิ่งเสียความรู้สึก

กับการที่พี่น้องของเราจะเข้าไปนั่งในสภาฯ

 



พี่น้องอย่าเพิ่งรังเกียจที่
พี่น้องพันธมิตรฯ

ของเราจะเป็น “นักการเมือง”

 



พี่น้องอย่าเพิ่งคิดว่าเราจะ
“ถูกหลอก”

และใช้เราเป็นเครื่องมือในการเข้าสู่

“อำนาจทางการเมือง”

 



เหมือนกับเช่น

 








“ความดี”
ถ้าคนเลวพูด แล้วเราจะ “เกลียดความดี”

และ
“ไม่ทำความดี” หรือ?

 








เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์

เวลาจะเป็นตะแกรงร่อนความดี












 

    หนึ่งปีที่แล้วในวันที่ ๖ ต.ค. ๒๕๕๑ ผมนั่งอยู่ที่เต็นท์ของพี่-น้องการ์ดอาสาอุเทนถวาย บริเวณสี่แยกมิสกวัน ก่อนที่พวกเราจะเดินขบวนไปประท้วงที่หน้ารัฐสภา
เพื่อประท้วงการที่รัฐบาลหุ่นเชิด ขายชาติ จะแถลงการณ์ “จำอวด” ต่อหน้ารัฐสภา















     และต่อเนื่องในวันที่ ๗ ต.ค. ๒๕๕๑ ในวันที่ “ตำรวจฆ่าประชาชน”
ทำให้เราต้องสูญเสียน้องโบว์ อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ และสารวัตรจ๊าบ พ.ต.ท.เมธี
ชาติมนตรี

 





     และผู้สูญเสียอวัยวะอย่างพี่เจ๊ก ชุมพร, พี่ตี๋
แซ่เตียว,พี่ตี๋ ชิงชัง และอีกหลายๆคน

 





     ๗ ต.ค. ๒๕๕๒ ผมผมออกเดินทางจากที่พักเวลา
๐๔.๓๐ น. ด้วยรถเมล์ เพื่อสะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆระหว่างวัน ใช้เวลาประมาณ ๑ ชม.ก็ถึงที่บริเวณลานพระรูปทรงม้า













     ทันทีที่ผมถึงลานพระรูปฯ ความรู้สึกต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในวันนั้น มันผุดขึ้นมาทันที



     ภาพพี่น้องล้มลุกคลุกคลาน ภาพระเบิด
ความรู้สึกของแก๊สน้ำตาที่ทะลุละลวงเข้าไปใต้ผิวหนัง













เสียงพี่น้องร้องตะโกนด้วย “บอบช้ำในจิตใจ”

เสียงรถพยาบาลที่วิ่งเข้า-วิ่งออก

 



อาการจมูกตื้อๆ
น้ำตาจะปริ่มใกล้ไหลออกมา

 



     ผมนำข้าวสารของผมไปส่งยังจุดที่รับอาหารแห้ง เพื่อเอาไว้ทำพิธีถวายสังฆทานถวายพระสงฆ์ภายหลัง









พระสงฆ์ที่มาในวันที่มาทั้งหมด ๑๙๓ รูป

มาจากสายวัดป่าทั้งหมด













     ผมรับอาสาเป็น “เด็กวัด” เฉพาะกิจถือถุงเพื่อเก็บข้าวของใส่บาตรจากบาตรของพระท่าน

 

 

ทางพิธีกรก็ประชาสัมพันธ์ว่า





     ๑. อย่านำปัจจัย (เงิน) ใส่ลงในบาตร ถ้าต้องถวายก็ให้นำมาใส่ไว้ที่ตู้รับบริจาค
“เพราะจะทำให้พระท่านผิดพระวินัย” แต่เมื่อญาติโยมใส่แล้ว พระท่านก็ต้องรับเอาไว้
แต่ก็รับด้วยความลำบากใจ

 

ครั้นจะเมื่อปฏิเสธก็จะทำให้เสียน้ำใจกันทั้งสองฝ่าย

 



     ๒. อย่านำอาหารแห้ง “ใส่ในบาตร”  เพราะพระท่านจะฉันแต่พออิ่มเท่านั้น “ไม่มีการกักตุนอาหาร” ส่วนที่เหลือจากการใส่บาตรพระท่านจะไม่นำไปเก็บ
จะเอาไปบริจาคให้ญาติโยมทั้งหมด











พี่ตี๋
แซ่เตียว และครอบครัว และพี่น้องที่ได้รับบาดเจ็บ











ระหว่างที่พระท่านรับบาตร
มีพระหนุ่มรูปหนึ่งหันมาถามผมว่า



“เมื่อวานใครได้เป็นหัวหน้าพรรค?”













พี่น้องมุสลิมที่กำลังเข้าร่วมทำพิธีทางศาสนาอิสลาม















     เมื่อพิธีทางศาสนาพุ

ทธ คริสต์ และอิสลามเสร็จสิ้น ก็ต่อด้วยการปราศรัยและการกล่าวไว้อาลัยของญาติของ
“ผู้ที่เสียชีวิต” ทั้งวันที่ ๗ ต.ค. และตลอดทั้ง ๑๙๓ วันของการชุมนุม



 

     ด้านล่างผมก็ได้มีโอกาสเข้าไปช่วยพี่น้องจัดแยกข้าวของที่ใส่บาตร
ใส่รถขนไปพักที่วัดป่ามณีกาญจน์ก่อน
เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับวัดที่มารับบิณฑบาตในวันนี้



 

















     ผมเริ่มหิวแล้วผมจึงเดินสำรวจรอบๆ
เพื่อหาอาหารเช้า ผมมุงตรงไปที่เต็นท์ของ “กองทัพธรรม” ที่ก่อนหน้านี้เจอพี่ chaba2550 และก็เห็นพี่แกมีของกินด้วย









    

     ผมได้ข้าวเหนียวห่อเล็กๆมา ๒ ห่อ
เป็นอาหารเช้า ซึ่งเป็น “ข้าวก้นบาตร” ที่พี่น้องเอามาใส่บาตรนั้นเอง
อันที่จริงแล้วผมก็เตรียมขนมปังและน้ำติดตัวมาด้วยเหมือนกัน
แต่ก็ขอเก็บไว้ก่อน เพราะวันนี้เราต้องเดินทางกันอีก





















     และ “ข้าวก้นบาตร”
นั้นก็มีมากมายเสียเหลือเกิน ถ้าไม่นำมาทานเสียก่อน ก็จะเสียโดยเปล่าประโยชน์



















     

     ผมเลยขอเก็บตุนข้าวหมูทอดอีก ๑ ห่อ และหมูทอด
ไก่ทอดห่อเล็กๆ อีก ๒ ห่อ เพื่อเป็นอาหารกลางวัน

 






ผมมีชีวิตที่ไม่ต้องทนต่ออาการ “หิว”

และ
“มีเรี่ยวมีแรง”

ในการต่อสู้ชีวิต ไปได้อีก ๒ มื้อ หรืออาจถึง ๓ มื้อด้วย



“ข้าวก้นบาตร”



 










































     และร่างกายของผมก็แปลง “ข้าวก้นบาตร”
นั้นให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อพี่น้องพันธมิตรฯ ต่อประเทศชาติ ต่อศาสนา
และพระมหากษัตริย์

 



     วันนี้พี่น้องพันธมิตรฯ
มี “พรรคการเมืองใหม่” เป็นอีกแนวรบหนึ่งทางการเมือง

 



     ผมอยากเห็นพี่ปอง เข้าไปปราศรัยในสภาฯ
ผมอยากเป็นคุณสำราญในสภาฯ อีกครั้ง



























ผมขอฝากให้ “พรรคการเมืองใหม่” ได้เข้าไป

 

     ๑. ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

     ๒. ปกป้องทรัพย์สมบัติของชาติ

     ๓. ผดุงความยุติธรรม

     ๔. ทำนุบำรุงศาสนาทุกศาสนา

     ๕. ขจัดนักโกงเมือง











กระเป๋าน้องโบว์ที่ “ไอ้พวกชาติชั่ว”



พยายามบอกว่า น้องโบว์พกระเบิดมา



และหลักฐานในที่เกิดเหตุ







ถ้าวันนั้นไม่มี
“ทรราชทักษิณ” วันนี้ไม่มี “พันธมิตรฯ”

 



ถ้าวันนี้มี
“พรรคการเมือง” ที่ประชาชน “พึ่งพาได้ เห็นแก่ประเทศ” ชาติ ก็ไม่มี
“พรรคการเมืองใหม่”

 



ถ้าวันนั้นไม่มี
“ประชาชน”

วันนี้ก็ไม่มี “พันธมิตรฯ”

 



ถ้าวันนั้นไม่มี
“พันธมิตรฯ”

วันนี้ก็ไม่มี “พรรคการเมืองใหม่”

 



ถ้าวันใด
“พรรคการเมืองใหม่”

ไม่มีประชาชน วันนั้นจะไม่มีพันธมิตรฯ

 



และวันนั้นจะเหลือแต่พันธมิตรฯ
จะไม่มี “ประชาชน”









ภาพวาดของพี่วสันต์และพรรคพวก







     คุณสนธิเคยเตือนเราว่า
วันใดที่พี่น้องท้อ วันใดที่เหนื่อยแทบจะถอดใจ

 

ให้นึกถึง ๑๙๓ วันของการต่อสู้

 

ให้นึกถึงน้องโบว์
สารวัตรจ๊าบที่ยอมสละชีวิต

 

ให้นึกถึงคุณสนธิที่ถูกยิงร้อยกว่านัด

 



     ไปเถอะ
จงไปให้ถึงการเมืองใหม่ ไปสร้างการเมืองใหม่ เพื่อลูก เพื่อหลานเรา

 


เพราะฉะนั้นวันใดที่ได้เข้าไปสู่
“อำนาจ”

 

จงสำนึกถึงบุญคุณของ “ข้าวก้นบาตร”





 



หนังสือที่พี่น้อง-ลูกศิษย์หลวงตานำมาแจก



พองน้ำจากการตากฝน











ขอบคุณ 13tonie




ขอบคุณ mrnoppadol



และขอบคุณพี่น้องพันธมิตรฯ ทั้งที่อยู่และจากไป

Comments (0)

ขอบคุณครับ

ขอบคุณพี่ henggy ที่แนะนำครับ

ชื่นชมพธมทุกคน ขอเป็นพธมตลอดไป

..

ลูกชายเป็นไงบ้างจ๊ะ อย่าลืมทำสมุดขึ้นมาแล้วจดบันทึกนน./ส่วนสูง/รอบศรีษะทุกเดือนๆนะคะ เราจะปลื้มเวลาเห็นการเจริญเติบโตของเจ้าตัวเล็กน่ะค่ะ (พี่ก็พลอยลุ้นไปด้วยเลย)

“ข้าวก้นบาตร” ทำเรามีชีวิตอยู่ได้ต่อไป แต่ธรรมะ ที่แฝงไว้ใน “ข้าวก้นบาตร” นั้น คือ ขอให้สำนึกบุญคุณของ “คนใส่บาตร”

ใช่ไหมครับพี่ Show Show

ขอบคุณคุณกานต์ที่เข้ามาเยี่ยมครับ

เราจะจดจำพวกเขาไว้ตลอดครับพี่ prypilas

ขอบคุณพี่ชบาครับ

วันนั้นต่างคนก็ต่างมีภาระกิจ เลยไม่ได้คุยกันสักเท่าไร่จริงๆครับ

และเจ้ากล้องตัวเก่งของผมก็เกิดเกเรขึ้นมาเสียอีก

ผู้เสียสละ จะอยู่ในใจพวกเราตลอดไป

…เดินไปให้สุดทางแม้พบความว่างแต่ต่างที่ทรนง…
…เดินไปด้วยกันพี่น้อง…

7 ตุลา ก็ไปเหมือนกัน ประทับใจในสิ่งที่เห็น

เรียบเรียงเหตุการณ์ต่างๆในใจเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ

วาน ขอบคุณที่เรียบเรียงให้เราอ่าน

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับอุดมการณ์เดียวกัน

รักพันธมิตร พี่น้องเราทุกคน

“ผมร่างกายของผมก็แปลง “ข้าวก้นบาตร” นั้นให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ต่อพี่น้องพันธมิตรฯ ต่อประเทศชาติ ต่อศาสนา และพระมหากษัตริย์”…ขอร่วมเป็นข้าวก้นบาตรด้วยคนนะครับน้อง:)

ขอบคุณทุกสิ่งที่ทำ

ไม่ว่าจะยังงัย …..

ผมจะไม่มีวีนลืมทุกคนที่จากไปและสูญเสีย
ตลอดระยะเวลาการต่อสู้กับทรราช

ผมไม่มีวันจะให้อภัยกับไอ้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นทุกคน

และผมจะไม่มีวันลืมว่าไอ้-อี ตัวไหน
ทำอะไรไว้กับประเทศของเราบ้าง

ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไปยังงัยก็เหอะ

ดีใจที่ได้พบกันอีก ขอบคุณที่บันทึกภาพเหตุการณ์
และหลายคำคมสะกิดใจ.. ที่อยากให้พี่น้อง ที่กำลัง
หวั่นระแวงต่อแนวทางการดำเนินไปของพรรคการเมืองใหม่
ได้มาอ่าน และปรับความรู้สึกกัน
ดีใจ ที่ชัยโรจน์คิดได้อย่างนี้ ดีใจ ที่เรายังคงอยู่เคียงข้างกันไป

ถ้าพรรคการเมืองเก่ายังคงเป็นอยู่อย่างปัจจุบันนี้
พวกเราจะไปพบกันอีก บนถนนสายนั้น..

พี่กลับถึงบ้านเมื่อคืนนี้ ไปคราวนี้
เก็บภาพบันทึกเรื่องราวอะไร ๆ
ไม่ค่อยเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไหร่ เพราะภาระกิจมากมาย
ไปคราวนี้ก็เลยไปแบบ สบาย ๆ ขอพักไปในตัวนะ

เราพบกันวันนั้น ก็แค่เพียงได้พบ ไม่รู้ว่าจะคุยอะไรกันดี
ขอบคุณภาพหน้าเวที ที่ถ่ายมา และบรรยากาศลานพระรูป
ในมุมที่พี่ชบาเดินไปไม่ถึง


🙂