ประวัติศาสตร์ไล่ล่าคุณ : ไม่มีเขาเราไม่ได้เป็นใหญ่ (ตอนที่ ๖)

0

Posted by chairojt | Posted in การเมือง | Posted on 03-05-2009



ประวัติศาสตร์ไล่ล่าคุณ
: ไม่มีเขาเราไม่ได้เป็นใหญ่ (ตอนที่ ๖)





“ไม่มีเขาเราไม่ได้เป็นใหญ่”

คำอุปมาอุปมัยนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งยุคสามก๊กแล้ว

 

“ไม่มีเขาเราไม่ได้เป็นรัฐบาล”

และในยุคนี้ก็เกิดขึ้นอีกเช่นกัน

ยังจำกันได้ไหม!!!



.

ประวัติศาสตร์มันก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง

ในยุคของรัฐบาล
“อภิสิทธิ์”

 



         มันเกิดขึ้นมาแล้วในยุคสมัย “สามก๊ก” เช่นกันครับในช่วงของพระเจ้าเลนเต้ทรงครองราชย์ทรงมีพระมเหสีชื่อ “โฮไทเฮา” และมีพระโอรสด้วยกันหนึ่งคนชื่อ “หองจูเปียน” มีนางสนมเอกชื่อ “โฮเฮา” ก็ทรงมีพระโอรสกับนางโฮเฮาชื่อ “หองจูเหียบ”  ต่อมาด้วยแรงหึงหวงของพระมเหสีนางโฮเฮาก็ถูกลอบสังหารด้วยยาพิษ

 



         ครั้นน้องสาวได้เป็นถึง
“พระมเหสี” พี่ชายชื่อ “โฮจิ๋น” ก็ได้รับความดีความชอบตามไปด้วย โดยพื้นฐานของตระกูล “โฮ” นั้นคือตระกูล“พ่อค้าเนื้อ” โดยพระเจ้าทรงโปรดแต่งตั้งให้เป็นขุนนางผู้ใหญ่ฝ่ายทหาร

 



         ในการแต่งตั้ง
“พ่อค้าเนื้อ”
ได้เป็นใหญ่เป็นโตเป็นถึงระดับที่สามารถ “กำหนดชะตาบ้านเมือง” ได้ในครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างการ “แต่งตั้งคนโดยไม่ได้ดูความเหมาะสม” หรือ “การแต่งตั้งต่างตอบแทน” นั้นเอง ทั้งยังเป็นตัวอย่างให้แก่ “นักการเมือง” ในภายหลัง

 



         เมื่อโฮเฮาเสียชีวิต
พระนาง “ตั๋งไทเฮา” ซึ่งเป็นพระชนนีของพระเจ้าเลนเต้
ก็ได้เอาหองจูเหียบ ตั๋งไทเฮา ต้องชะตาหองจูเหียบเป็นอย่างมาก
จึงรบเร้าให้พระเจ้าเลนเต้ แต่งตั้งหองจูเหียบเป็นรัชทายาท
ทั้งนี้เพื่อให้หลานตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป

 



         พระเจ้าเลนเต้ทนต่อการรบเร้าของผู้เป็นแม่ได้ไหว
ครั้นตนเองก็ป่วยจึงได้แต่งตั้งหองจูเหียบ ผู้น้องเป็น “รัชทายาท”

 



         อันแข่งเรือแข่งพายนั้นแข่งได้
แต่แข่งวาสนานั้นแข่งยาก
พระเจ้าเลนเต้เสด็จสวรรคตด้วยอาการพระประชวรหลังแต่งตั้งหองจูเหียบเป็นรัชทายาทได้ไม่นาน

 



         จากนั้นเกิดการแย่งชิงบัลลังค์ระหว่าง
“แม่ผัวกับลูกสะใภ้” ตั๋งไทเฮาซึ่งจะให้หองจูเหียบครองราชย์ ส่วนพระนางโฮไทเฮาก็อยากที่จะให้ลูกตนเอง
หองจูเปียนครองราชย์





     ฝ่ายโฮจิ๋นซึ่งเป็นใหญ่ในทางทหารก็ช่วงชิงโอกาสอัญเชิญ
หองจูเปียน ลูกน้องสาวตนขึ้นครองราชย์และตนเองก็ได้เป็นผู้สำเร็จราชการ และตั้งน้องชายพระนางโฮไทเฮา
“โฮเบี้ยว” ผู้ช่วยผู้สำเร็จราชการ

 



         ฝ่ายตั๋งไทเฮาก็ออกว่าราชการ
“หลังม่าน” และได้ทำการแต่งตั้ง “ตั๋งต๋ง”
น้องชายตนเองเป็นผู้สำเร็จราชการของหองจูเหียบ

 



         เมื่อโฮไทเฮาทราบความก็ร่วมมือกับโฮจิ๋นผู้พี่
จัดการเชิญเสด็จตั๋งไทเฮาไปพำนักที่เมืองฮ่อกัง ต่อมาโฮจิ๋นก็ส่งคนไปลอบวางยาพิษ



     ส่วนตั๋งต๋งก็ถูกโฮจิ๋นนำกำลังไปล้วมจวนและบีบให้คืนตราประจำตำแหน่ง
ตั๋งต๋งไม่มีความพร้อมในด้านสรรพกำลังเพราะเพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่ๆ
เมื่อหาทางออกไม่ได้ก็จึงฆ่าตัวตายในจวน

 



         จึงเป็นอันจบฝ่ายต่อต้านการขึ้นสู่อำนาจของตระกูล “โฮ”

 



         ฝ่ายสิบขันทีเมื่อสิ้นพระเจ้าเลนเต้ก็เหมือนไม่มีคนคลุ้มกะลาหัว
ก็ต้องหาหลักยึดใหม่ จึงต้องใจกันว่าจะต้องครองใจตระกูล “โฮ” ด้วย
“เคล็ดวิชาขันที”

 

         สิบขันทีนั้นจึงดำเนินแผนการมัดใจ
“นางบูยงกุ๋น” ผู้เป็นแม่ของทั้งสามพี่น้อง พระนางโฮไทเฮา และโฮเบี้ยว
ซึ่งเป็นน้องของนางโฮไทเฮา จนโฮไทเฮาทรงโปรดปรานสิบขันทีมากกว่าตอนที่พระเจ้าเลนเต้ยังคงมีชีวิตอยู่

 



         ทั้งของกำนัล
คำสรรเสริญเยินย่อต่างๆนาๆ ถาโถมใส่ทั้งสามคนอยู่ตลอดเวลา
โดยหวังให้บุคคลทั้งสามคอยเป็นฐานอำนาจให้แก่พวกตน

 



         ทางด้านอ้วนเสี้ยวที่มีความคิดจะกำจัดสิบขันที
ก็สังเกตเห็นว่าในระหว่างพิธีถวายสักการะพระศพของพระนางตั๋งไทเฮา ไม่เห็นโฮจิ๋นในงาน
อ้วนเสียวจึงว่าเห็นเป็นโอกาสที่จะยืมมือโฮจิ๋นกำจัดสิบขันที

 



         อ้วนเสียวเข้าพบโฮจิ๋นที่จวนแล้วยุกับโฮจิ๋นว่า “เหล่าสิบขันทีนินทาท่านว่า
ท่านให้ทหารไปลอบฆ่านางตั๋งไทเฮาและหวังจะเอาราชสมบัติเสียเอง ซึ่งถ้าหากท่านไม่ฆ่าสิบขันทีเสีย
ภายหน้าจะเป็นภัยต่อท่านเป็นอย่างแน่นอน”

 



ภาพวาดของอ้วนเสี้ยว

จาก wikipedia





         โฮจิ๋นได้ฟังคำอ้วนเสี้ยวก็โกธรหน้าแดง เพราะครั้งที่พระเจ้าเลนเต้สิ้นพระชนย์
สิบขันทีก็ออกอุบายลวงโฮจิ๋นมาฆ่าทีหนึ่งแล้ว แต่โฮจิ๋นไหวตัวทันจึงรอดมาได้

 



         โบราณว่า
“หน้าต่างมีหู ประตูมีช่อง” ระหว่างการสนทนาของโฮจิ๋นกับอ้วนเสี้ยวนั้น คนรับใช้ซึ่งเป็นสายลับของสิบขันทีได้ยินเข้า
จึงได้นำความไปบอกับเหล่าสิบขันที

 



         สิบขันทีจึงนำความไปฟ้องโฮเบี้ยวว่า
อ้วนเสียวได้ทำการยุยงให้โฮจิ๋นฆ่าพวกตน แล้วจะยึดครองราชย์บัลลังค์เสียเอง





     แต่ความจริงแล้วเนื้อหาของการฟ้องเพื่อให้โฮไทเฮาและโฮเบี้ยวไม่พอใจโฮจิ๋น และปกป้องพวกตน

 



         โฮจิ๋นซึ่งเป็นคนลวนเล
หลังจากฟังคำอ้วนเสี้ยวแล้ว ก็ขอเวลาคิดหนึ่งคืน จึงได้นำความไปปรึกษากับโฮไทเฮา
ว่าจะคิดฆ่าสิบขันทีทิ้งเสียปล่อยไว้ก็จะเป็นภัย

 



         แต่หารู้ไม่ว่าโฮไทเฮาหาใช่น้องเราไม่
แต่นางคือ “คนของเขา” นางโฮไทเฮากับแก้ต่างและสำนึกบุญคุณของสิบขันที

 



         “สิบขันทีทำราชการมาแต่ครั้งพระเจ้าเลนเต้
รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทด้วยความ “ซื่อสัตย์” จะคิดฆ่าเสียก็เป็นการมิชอบ
คนจะครหาว่าเป็นการกลั้นแกล้ง แลพึ่งจะพลัดแผ่นดิน ประชาชนมีหรือจะเชื่อว่าตระกูล “โฮ”
ตั้งใจที่จะทำนุบำรุงแผ่นดิน”

 



         นางโฮไทเฮากับเห็นผิดเป็นชอบ
เห็นกงจักรเป็นดอกบัวนี่เป็นเพราะของกำนัล และทรัพย์สินเงินทางที่ได้มาจากบรรดาสิบขันทีบังตา

 

……………………………………………………………………………



         นางยังกล่าวต่อว่า“อันอ้วนเสียวเป็นคนเนรคุณ คิดหักหลังและช่วงชิงราชสมบัติเสียเอง
ทั้งสิบขันทีก็มีคุณสนับสนุนคนตระกูล”โฮ” จนมีอำนาจวาสนาขึ้นถึงเพียงนี้”

 

……………………………………………………………………………





         คล้ายๆไหมครับ
มันไม่ใช้เพิ่งเคยเกิด เพิ่งเคยมี เพียงแต่เราไม่นึกว่ามันจะเคยมีมาแล้วเท่านั้น

 



         คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหา “ท่านจันทร์”…เอ้ยไม่ใช่
บัณฑิตพาไปหาผล

 



         สิบขันทีก็ยุยงให้พี่น้องฆ่ากันก็เพื่อความอยู่รอดของตังเองโดยแท้….”ใครจะตายก็ไม่สน”
บ้านเกิดเมืองนอนจะเป็นอย่างไร “กูก็ไม่สนใจ ขอเพียงกูอยู่รอด” เท่านั้น

 



         แล้วสุดท้ายด้วยความเขลาของ
“โฮจิ๋น” ที่ไปเชื่อคนถ่อย “อ้วนเสียว” ก็ต้องมีอัน “คอหลุดจากบ่า”
โดยเหล่าสิบขันทีออกอุบายลวงไปฆ่าในพระตำนักของ “โฮไทเฮา” ส่วน “โฮเบี้ยว” ก็ถูก “เง่าของ”
ลูกน้องของโฮจิ๋นฆ่าตายเพราะคิดว่าโฮเบี้ยวสบคบกับสิบขันทีฆ่านายตนเอง

 



         ภายหลังพระนางโฮไทเฮาก็เป็นอันต้องหลุดจากอำนาจเพราะ
“ตั๋งโต๊ะ” ยกทหารมากดดันอยู่หน้าเมืองซึ่งเป็นผลพวงจากแผนการอันโง่เขลาของ “อ้วนเสียว”

 



ประวัติศาสตร์ย้อนกลับ

คือ

ประวัติศาสตร์ไล่ล่าคุณ





อ่านย้อนหลัง

ประวัติศาสตร์ไล่ล่าคุณ



อ้างอิงเป็นหลัก

สามก๊กฉบับคนขายชาติ
โดยเรืองวิทยาคม

 

 

Comments (0)

ขอบคุณ คุณ henggy ที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ

ประวัติศาสตร์สอนคน แต่คนก็ยังมักง่ายในอำนาจเนอะ

ถึงพี่ athenaz ครับ

ผมว่ามันเป็นเพราะเราไม่จำบทเรียนที่เกิดขึ้นจาก “ประวัตศาสตร์” และก็ละเลยจนเกิดเป็น “เล่นตามน้ำ” เพื่อหวังประโยขน์ของ “ตนเอง” มากกว่าประโยชน์ของ “ประเทศ”

จึงยอมให้ “ประวัติศาสตร์ย้อนกลับ” และคนที่ได้รับ “ผลร้าย” นั้นก็คือ “ประชาชน” ครับ

หากคุณไม่เชื่อประวัติศาสตร์
อย่างดีก็โดนแค่ประวัติศาสตร์ไล่ล่า

ลองดูดีๆ วันนี้ วีรกรรมเลวๆที่ทำกันไว้ จะยังคงสืบทอดต่อไปอีกจ่งแจ้ง ….

ใช่ครับพี่ Sazzie ออกลูกนี้สวยแล้วครับ…

ประวัติศาสตร์มันก็เป็นดาบสองคมได้ครับ แต่นั้นมันก็คือ “กฏ” และก็มีการ “บังคับใช้กฎอย่างเคร่งครัด”

ไม่ใช้เหมือนขณะนี้ ที่ “เลี่ยงการใช้กฎ” อย่างเคร่งครัด “เพื่อพวกของตน” เอง “เพื่อประโยชน์ของนักการเมือง” ครับ

มาอ่านต่อค่ะ แด่อำนาจอันเป็นที่รัก สำหรับบางคน บางกลุ่มทำได้ทุกอย่างจริงๆ

วันก่อน พี่อ่านหนังสือที่มีภาพของการประหารด้วยท่อนจันทน์
ในภาพแสดงถึงเด็กที่กำลังจะถูกประหาร(มีฉากนี้ในหนังเรื่องสุริโยไท)
หลานชาย 5 ขวบของพี่ ถามว่าทำไมต้องฆ่าเด็กด้วย
พี่ก็ไม่รู้จะตอบว่าไง เพราะถ้าจะตอบเรื่องการเข้าครองอำนาจของสมัยโบราณต้องถอนรากถอนโคนอีกฝ่ายให้หมดสิ้น
หลานก็คงไม่เข้าใจ พี่เลยบอกหลานไปว่า เพราะเด็กคนนี้ดื้อ ไม่ยอมกินข้าว พูดไม่เพราะ และไม่ยอมเรียนหนังสือ 5555

ไว้หลานโตอีกซักหน่อย ค่อยๆบอกเล่าอีกครั้งน่ะค่ะ

🙂

ตั๋งโต๊ะนี่รออีกประเดี๋ยว….ผมตั้งใจไว้แล้ว แต่ขอปูเรื่องสักหน่อยนะครับ

กลัวไม่ประติดประต่อ

แต่ตั๋งโต๊ะของผมนั้น….อ่านแล้วได้ร้องอ๋อ..กันแน่

แล้วต้องอุทานว่า….ทำไมมันถึงได้เหมือนกันขนาดนี้แน่นอน

ผมรู้สึกว่าตอนนี้ในบ้านเราเริ่มเห็นเงาลางๆ ของตั๋งโต๊ะแล้วนะ
จะต่างกันก็แค่ตั๋งโต๊ะบ้านเรา “ปากห้อย” เท่านั้นเอง
(ไอ้หมอนี่จะว่าไปแล้วเปรียบเทียบให้เป็นได้หลายตัวเลยนะเนี่ย
มานเก๋ษจริงๆ พับเผ่ยจิ !!)

ถ้าพี่ chaleeja ว่าอย่างนั้น….แผนการอันโง่าเขลานั้นก็อาจจะเป็นปฐมกรรมของคนไทย

เป็นกรรมของคนไทยที่ต้องเจอกันทุกคน…

ด้วยลุ่มหลงในอำนาจ
จึงยอมทุกอย่าง
แม้ต้องเนรคุณ…ไร้สัตย์ซื่อ

แผนการอันโง่เขลา
จะยังคงสืบทอดต่อไปอีกไม่มีสิ้นสุด
จนถึงมนุษย์คนสุดท้ายบนโลกใบนี้นั่นแหละ